ข่าว

กทม.เล็งของบรบ.หมื่นล้าน ผุด“สะพานเกียกกาย”

กทม.เล็งของบรบ.หมื่นล้าน ผุด“สะพานเกียกกาย”

23 ส.ค. 2559

กทม.เตรียมชงของบรบ.หมื่นล้าน ผุด“สะพานเกียกกาย” เชื่อมฝั่งธนฯแก้จราจร เตรียมหอบเอาข้อมูลถก“ประวิตร” 1 ก.ย.นี้

          รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะผู้บริหารซึ่งมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมวานนี้ (22ส.ค.) สำนักการโยธา (สนย.) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย โดยสนย.ได้ศึกษาออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้ว ส่วนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เสร็จแล้วเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ขณะที่ ร่างพรฎ.ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2558 ปัจจุบันอยู่ระหว่างตราพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างของบประมาณประจำปี 2560 เพื่อมาดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ทหารที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม สนย.ได้เตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ภายหลังจากที่ได้รายงานความคืบหน้าในที่ประชุมหารือข้อราชการของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาไปแล้ว

          รายงานข่าวระบุต่อว่า ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร พบว่าปริมาณการจราจรข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในอนาคต พ.ศ.2574 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านคันต่อวัน หากไม่มีการก่อสร้างสะพานเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางลดลงเหลือประมาณ 2 - 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจากการวิเคราะห์จราจร ผลการคาดการณ์ความเร็วการจราจรช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า ปี 2564 กรณีที่ยังไม่มีอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 - 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดวิกฤตอยู่ที่บริเวณสะพานพระราม 7 และสะพานกรุงธนบุรี แต่เมื่ออาคารรัฐสภาแห่งใหม่เปิด ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6 - 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดวิกฤตอยู่ที่บริเวณสะพานพระราม 7 สะพานกรุงธนบุรี ถนนสามเสน ถนนทหาร ถนนประชาราษฎร์สาย 1 และถนนประชาราษฎร์สาย 2

          รายงานข่าวระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดใช้งานอาคารรัฐสภาและสะพานเกียกกาย ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12 - 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่มีจุดวิกฤต เนื่องจากปริมาณจราจรกระจายเฉลี่ยไปยังสะพานแห่งใหม่ ส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ขนาด 6 ช่องจราจร พร้อมทั้งก่อสร้างทางยกระดับ ขนาด 4 - 6 ช่องจราจร เชื่อมต่อจากสะพานทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร นอกจากนี้ยังทำถนนระดับดิน(ใต้ทางยกระดับ) ขนาด 6 - 8 ช่องจราจร ระยะทางรวม 5.9 กิโลเมตร โดยมีทางขึ้น-ลง จำนวน 9 แห่ง ขณะที่งบประมาณการก่อสร้าง กทม.จะขอจัดสรรจากรัฐบาลทั้งโครงการมูลค่าโครงการรวม 10,500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,500 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และชดเชยการใช้ที่ราชพัสดุของทหาร จำนวน 6,000 ล้านบาท

          “ การชดเชยการใช้ที่ราชพัสดุของทหาร แบ่งเป็นที่ราชพัสดุ ประกอบด้วย ที่ดินของรัฐที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 98 แปลง สิ่งปลูกสร้างของรัฐที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 87 หลัง รวมค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 2,000 ล้านบาท และที่เอกชน ประกอบด้วย ที่ดินของเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 284 แปลง สิ่งปลูกสร้างของเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 405 หลัง รวมค่าชดเชยที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 4,000 ล้านบาท ” รายงานข่าวระบุ

          รายงานข่าวระบุด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการทักท้วงจากหลายฝ่ายเพราะเกรงว่าการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ จะบดบังความสวยงามของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนขนาดของสะพานกับอาคารัฐสภาแล้วพบว่าสะพานมีขนาดเล็กมาก ซึ่งมุมมองที่จะบดบังอาคารรัฐสภามีน้อยมากเช่นกัน นอกจากนี้จากการศึกษาในการก่อสร้างเป็นอุโมงค์นั้นพบว่า ไม่สามารถใช้อุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงได้ เพราะอุโมงค์ไม่สามารถเชื่อมโยงกับถนนจรัญสนิทวงศ์ อีกทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายจราจรฝั่งธนบุรีจำเป็นต้องก่อสร้างถนนแนวใหม่ เพื่อเชื่อมกับถนนราชพฤกษ์ รวมทั้งผลกระทบด้านเวนคืนมีมากกว่าการก่อสร้างสะพาน และผลกระทบต่อการจราจรระหว่างก่อสร้างก็มากกว่าเช่นกัน ที่สำคัญงบประมาณก่อสร้างสูงกว่า 4 เท่า มีค่าดำเนินการและบำรุงรักษาประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี