ข่าว

คาถากันภัย

คาถากันภัย

22 ส.ค. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

         บันทึกเทปรายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” เทปล่าสุด (ซึ่งยังไม่ได้ออนแอร์) คุยกับลูกหนี้เรื่องชีวิตจนกรรมการเหนื่อย พอถึงคำถามว่า “เป็นหนี้เพราะอะไร” ลูกหนี้ตอบสั้นๆ ว่า “อ๋อ โดนโกงแชร์ค่ะ” ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับที่เล่ามาตั้งแต่แรกเลย สุดท้ายลูกหนี้คนนี้จะ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ต้องรอติดตามในรายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” ที่น่าจะออนแอร์ราวๆ กลางเดือนกันยายน

         แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” และน่าหยิบยกมาขยายความในเงินทองต้องรู้วันนี้ เป็นเรื่องของ “กลโกงการเงิน” ในหลายรูปแบบ อย่างเช่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เพิ่งประกาศเตือนล่าสุดกับการกลับมาอีกครั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์มหาภัยที่โทรมาแอบอ้างว่า บัญชีเงินฝากของเราถูกอายัดหรือพัวพันกับการฟอกเงิน ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีประชาชนแจ้งร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) แล้วมากกว่า 100 ราย กรณีนี้แบงก์ชาติเตือนว่า อย่าหลงเชื่อให้ข้อมูลส่วนตัว ควรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่อ้างถึงโดยตรง หรือสอบถามมาที่ ศคง. หมายเลขโทรศัพท์ 1213

         หรืออย่างกรณีของลูกหนี้คนนี้ ก็นับว่า เธอตกเป็นเหยื่อของ “กลโกงการเงิน” เหมือนกัน เพราะเธอใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงที่สะสมทั้งหมด 2 แสนบาท เล่นแชร์กับ “ใครไม่รู้” ผ่านช่องทางโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก แบ่งเป็น 3 วงแชร์ วงแรก 1 แสนบาท และอีกสองวง วงละ 5 หมื่นบาท เธอบอกว่า วาดฝันไว้ว่า อีกไม่นานเงิน 2 แสนบาทของเธอ จะกลายเป็น 4 แสนบาทในไม่ช้า แต่สุดท้าย วงแชร์ทางเฟซบุ๊กก็เชิดเงินหนีไปแบบไร้ร่องรอย

         มี 2 เรื่องที่ต้องจำให้ขึ้นใจสำหรับกรณีนี้ คือ หนึ่ง ขนาดเล่นแชร์กับคนรู้จัก เป็นเพื่อน เป็นญาติ มีตัวตน ยังโดนโกงกันมานักต่อนักแล้ว นับประสาอะไรกับ “ใครไม่รู้” ในโลกโซเชียลที่มีตัวตนหรือไม่ ก็ไม่รู้ และสอง คือ คนที่แสวงหาผลตอบแทนสูงๆ ย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย ดังนั้น หากทนผลตอบแทนสูงที่ล่อตาล่อใจไม่ได้ ก็ต้องยึดหลักกระจายความเสี่ยง ถ้าลูกหนี้คนนี้จะแบ่งเงิน 50% ของที่มี หรือประมาณ 1 แสนบาทสำหรับกระทำการที่มีความเสี่ยงแบบนี้ อย่างเลวร้ายที่สุด เธอก็สูญเงินเพียงครึ่งเดียว

         การมีเป้าหมายอยู่ที่ “ผลตอบแทนสูงๆ” ไม่ได้นำมาแค่ความเสี่ยงสูงเท่านั้น แต่หลายครั้ง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ “มิจฉาชีพทางการเงิน” ทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

         “กลโกงการเงิน” มีหลายรูปแบบ ถ้าอยากรู้ละเอียดๆ สามารถคลิกไปติดตามได้ที่เว็บไซต์แบงก์ชาติ www.bot.or.th หรือเว็บไซต์ ศคง. www.1213.or.th แต่ “กลโกง” ที่พบบ่อย นอกจากจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว ก็จะมีกลโกงแบบที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “การเงินนอกระบบ” ซึ่งไม่ได้หมายถึงหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงแชร์ลูกโซ่ การระดมทุนหรือการใช้เงินทำธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมกำกับดูแลของราชการ เป็นอีกช่องทางที่มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวเข้าไปหลอกเงินจากเหยื่อ

         แบงก์ชาติแบ่งลักษณะของกลโกงการเงินนอกระบบ เป็น 2 รูปแบบ คือ เงินกู้นอกระบบ และกลโกงแชร์ลูกโซ่

         ในส่วนของเงินกู้นอกระบบ ก็แบ่งเป็นเงินกู้โดยตรง ที่เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยแพงๆ บางครั้งก็บังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ ส่วนอีกประเภท เรียกว่า เป็นสัญญาอำพรางเงินกู้ (หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง) โดยวิธีการนี้ นายทุนที่ปล่อยเงินกู้จะให้ผู้กู้ใช้บัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพงกว่าเงินกู้ เช่น ต้องการกู้เงิน 20,000 บาท ก็จะให้ซื้อสินค้ามูลค่า 26,000 บาท เมื่อได้สินค้าแล้ว นายทุนเงินกู้จะให้ลูกหนี้นำสินค้านั้นมาแลกกับเงินกู้จำนวน 20,000 บาท โดยที่ลูกหนี้ผู้กู้จะต้องรับผิดชอบชำระค่าสินค้ากับบริษัทบัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิต พร้อมทั้งดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ เอง

         กรณีของ “เงินกู้นอกระบบ” นั้น ส่วนใหญ่ “เหยื่อ” หรือลูกหนี้ เป็นผู้มีรายได้น้อย และไม่ได้ถูกหลอกลวงให้เข้าไปลงทุน เป็นลักษณะการกู้ยืมที่ลูกหนี้อยู่ในภาวะ “จำยอม” เพราะต้องการเงิน ทำให้ยอมถูกเอาเปรียบและคิดว่า ยอมๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยแก้ไขทีหลัง แตกต่างจากกรณีของแชร์ลูกโซ่ ที่ “เหยื่อ” ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของผู้มีรายได้มาก มีเงินลงทุนและต้องการได้ผลตอบแทนสูงๆ จากการลงทุน

         โดยในเว็บไซต์ ศคง. อธิบายถึงกลโกงแชร์ลูกโซ่ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ แบบแรก เป็นการหลอกให้ทำธุรกิจขายตรงแบบแอบแฝงแชร์ลูกโซ่ โดยมิจฉาชีพจะโฆษณาชวนเชื่อให้เหยื่อทำธุรกิจขายตรงที่มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง โดยที่เหยื่อไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้ร่วมทำธุรกิจ เมื่อเหยื่อเริ่มสนใจ จะให้​เหยื่อเข้าร่วมฟังสัมมนาและจ่ายค่าสมัครสมาชิก หรือซื้อสินค้าแรกเข้าในมูลค่าที่ค่อนข้างสูง (สินค้าส่วนมากมักไม่มีคุณภาพ) หรืออาจให้เหยื่อซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องรับสินค้าไปขาย แล้วก็รอรับเงินปันผลได้เลย ปัจจุบันยังมีการโฆษณาชักชวนผู้ลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

         อีกประเภท เป็นการชักชวนให้ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต วิธีนี้ มิจฉาชีพจะใช้วิธีประกาศขายสินค้าราคาถูกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ส่วนมากจะเป็นสินค้าใหม่หรืออาจเป็นสินค้าที่ยังไม่วางขายในประเทศไทย เช่น สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ตุ๊กตาหรือของเล่นที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยให้ผู้ที่สนใจแจ้งจำนวนที่ต้องการพร้อมโอนเงินค่ามัดจำ หรือจ่ายเงินเต็มจำนวน ส่วนมากเหยื่อจะได้รับสินค้าตรงตามคำสั่งซื้อ เหยื่อจึงหลงเชื่อสั่งสินค้ารอบที่ 2 โดยมักจะชักชวนเพื่อน หรือญาติๆ ให้ซื้อพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เมื่อมิจฉาชีพได้รับเงินแล้วก็จะหนีไปโดยไม่มีการส่งมอบสินค้าใดๆ

         “บางครั้งมิจฉาชีพยังหลอกให้ร่วมลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า การซื้อขายหรือเก็งกำไรจากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย” เป็นคำเตือนของ ศคง.

         ในเว็บไซต์ของแบงก์ชาติและ ศคง. ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมทั้งข้อสังเกต ข้อควรระวัง วิธีการป้องกันและแนวทางแก้ไขกรณีที่หลงเข้าไปเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ แต่ “คาถากันภัย” ที่เป็นคาถารวบยอด และควรท่องให้ขึ้นใจเพื่อป้องกัน (ดีกว่าแก้ไข) มีเพียง 4 ข้อ นั่นคือ มีสติ อย่าโลภ สงสัยให้ถาม และติดตามข่าวสาร

         สำคัญที่สุด คือ “อย่าโลภ” เพราะเมื่อโลภก็ขาดสติ ปิดใจไม่ให้เกิดความความสงสัย และปิดหูปิดตาไม่รับข่าวสาร เมื่อมิจฉาชีพทางการเงิน อาศัย “ความโลภของมนุษย์” เป็นเครื่องมือหากิน เราก็ต้อง “อย่าโลภ” เพื่อปิดทางตั้งแต่ต้น