
ทิศทางยางพาราไทยในบริบท “ไทยแลนด์ 4.0”
โดย - อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประทศไทย
อีกมุมที่ต้องจับตามอง...กับทิศทางยางพาราไทยในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตในบริบทไทยแลนด์ 4.0 การยางแห่งประเทศไทยและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศผนึกกำลังจับมือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนก้าวเดินไปด้วยกัน...
จากการที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรม 4.0 หรือ INDUSTRY 4.0 ปรากฏเป็นครั้งแรก อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ปี 2560-2576) และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เป็นแผนพัฒนา 5 ปีแรกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศไทย โดยคาดหวังว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวพ้นไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว และจะสามารถยกระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปีเพิ่มจากปัจจุบัน 4,121 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ
อุทัย สอนหลักทรัพย์ (ขวา)
สำหรับอีกมุมที่ต้องจับตามองในเรื่องนี้คือแผนดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา “ยางพาราบนบริบท ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งจะใช้นวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมอัจฉริยะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเข้าสู่ทิศทางการปฏิรูปภาคการเกษตรประเทศไทยให้แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมตามนโยบาย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งปัจจุบันได้ถูกผลักดันเข้าสู่เวทีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อผลักดันและวาง “แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปแก้ปัญหาเสถียรภาพราคายางพาราอย่างยั่งยืน”
สำหรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ถูกผลักดันในช่วงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวถึง 20 ปี ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน และหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนต่างออกมาขานรับในการผลักดันให้เป็นโมเดลต้นแบบของการปฏิรูปประเทศ โดยจัดแบ่งยุคเศรษฐกิจไว้ 4 ยุค สิ้นสุดในปี 2579 ซึ่งจะเป็นแนวคิด “อุตสาหกรรม 4.0 หรือ INDUSTRY 4.0” เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่โดยคาดการว่าโลกในอนาคต อุตสาหกรรมจะแข่งขันได้จะต้องยกระดับอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ดังนั้นสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประทศไทย (สยยท.) จะได้จัดเตรียมการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “อนาคตยางพาราบนบริบท ไทยแลนด์ 4.0” ขึ้นในวันที่ 16 กันยายน เวลา 08.00-17.00 น. ณ โรงแรมเอส.ดี.อเวนิว ถนนบรมราชชนนี เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
ขณะที่สถาบันการยางพาราแห่งประเทศไทย จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรทั้งประเทศให้สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ และเนื่องจากพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 9 (2) ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา (3) สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางจัดตั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อลงทุนดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพาราตามที่คณะกรรมการกำหนด และมาตรา 49(3) จำนวนไม่เกินร้อยละ 35 เป็นการแปรรูปอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมไม้ยาง ฯลฯ
เพียงแต่... อาศัย พ.ร.บ.กยท. มาตรา 9 (2) (3) เพราะถ้าสถาบันเกษตรกรเข้มแข็ง คงไม่ต้องหวังพึ่งตลาดล่วงหน้าที่คอยกดราคาอยู่ เพื่อแสวงหากำไร แต่ต้องอาศัยพ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 (11) กำหนดยุทธศาสตร์การผลิต การจำหน่าย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว (12 ) การกำหนดวิธีการเงื่อนไขในการซื้อขายยาง ซึ่งทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้นำเสนอไว้ในแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการแก้ไขปัญหาเสถียรภาพราคายางพาราอย่างยั่งยืน และใช้งบประมาณจาก พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยมาตรา 49 (3) มาดำเนินการบขับเคลื่อนยางพาราบนบริบท ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติอุตสากรรมใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้เพื่อทำอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เป็นอาชีพเสริม และเป็นการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางซึ่งต่อไปในอนาคต ประเทศไทยอาจจะเป็นอุตสาหกรรมยางพาราในระดับโลก ซึ่งเป็นการรักษาให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถมีอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางของรัฐที่กล่าวไว้ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตลอดไป



