ข่าว

หนุ่มอ่างทองซิ่งเก๋งเสียหลักอัดเสาไฟสาหัส3ราย

หนุ่มอ่างทองซิ่งเก๋งเสียหลักอัดเสาไฟสาหัส3ราย

21 ส.ค. 2559

หนุ่มอ่างทอง ซิ่งเก๋งเสียหลัก อัดเสาไฟฟ้า บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลโพสะ บาดเจ็บสาหัส 3 ราย 

 

          เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 21 ส.ค.59  ร.ต.อ.มานิตย์ นาคไพบูลย์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งชนเสาไฟฟ้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบนถนนสายอ่างทอง-อยุธยา (ขาเข้าเมือง) บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลโพสะ หมู่ที่5 ต.โพสะ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง 

 

หนุ่มอ่างทองซิ่งเก๋งเสียหลักอัดเสาไฟสาหัส3ราย

          ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีเทา หมายเลขทะเบียน กก-3113 อ่างทอง พุ่งชนกำแพงปูนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เสียหายยาวประมาณ 5 เมตร ส่วนตัวรถชนอัดติดกับเสาไฟฟ้าในสภาพพังยับเยิน ในที่เกิดเหตุมีผู้บาดเจ็บกระเด็นออกมานอกรถ 2 ราย และติดค้างอยู่ภายในรถ 1 ราย ทั้งหมดอาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยกันทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลอ่างทอง ทราบชื่อต่อมาคือ นายโอฬาร รัตนวิจิตร อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 5 ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง เป็นคนขับ นายปรียานัส จันทร์เฉลิม อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 3 ต.ศาลาแดง อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง และ นายวรเดช แย้มมนัส อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่43 หมู่ที่7 ต.โพสะ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง นอกจากนั้น จากการตรวจสอบภายในรถพบขวดโซดาอยู่ในรถจำนวนหลายขวด

 

หนุ่มอ่างทองซิ่งเก๋งเสียหลักอัดเสาไฟสาหัส3ราย

          ร.ต.อ.มานิตย์ กล่าวว่า จากการสอบสวนและตรวจสอบในที่เกิดเหตุทราบว่า ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน โดยสารมาในรถคันเดียวกัน โดยมีนายโอฬารเป็นคนขับ และอีก 2 คน โดยสารมาในรถ ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งบริเวณหน้าโรงงานไทยเรยอน ระหว่างเดินทางกลับคาดว่าน่าจะขับรถกันมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักชนเสาไฟฟ้าและกำแพงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลดังกล่าว เบื้องต้นตรวจสอบในรถพบมีขวดโซดากระเด็นตกอยู่ในรถและนอกรถหลายขวด และพบว่าผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน มีอาการคล้ายคนเมาสุรา อย่างไรก็ตามจะได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายว่ามีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีต่อไป