ข่าว

ปัญหาพัฒนากิจการ“กล้วยไม้”ไทย(2)

ปัญหาพัฒนากิจการ“กล้วยไม้”ไทย(2)

21 ส.ค. 2559

โดย - ศ.ระพี สาคริก

 

            (ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

            ผู้เขียนได้เริ่มนโยบายหลักคือ ใช้โครงการนี้เพื่อศึกษาความสำคัญและบทบาทของทัศนคติในสังคมที่มีต่อการพัฒนาทางวิชาการ หวังว่าปัญหาที่ตอบสนองกลับ จะเป็นผลสะท้อนที่ให้ความรู้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต งานนี้จึงมีลักษณะงานเป็นอาสาสมัครและทำอย่างงานอดิเรก ซึ่งเชื่อว่า การทำงานในรูปแบบอิสระ ไม่มีอิทธิพลจากอามิสสินจ้าง จะช่วยให้ได้เห็นปัญหาต่างๆ ในมุมกว้างยิ่งขึ้น และเป็นปัญหาที่มีลักษณะซึ่งมีดุลยภาพในตัวด้วย

            ได้มีการวางโครงสร้างการพัฒนา แบบ”ครบองค์ประกอบ” คือ มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สนใจที่มีความอิสระหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ในรูปแบบสมาคมหรือชมรม มีการเปิดอบรมเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ หรือ การนำเอาวิชาการใส่เข้าไปในกลุ่มอิสระ เพื่อให้มีการกำหนดทิศทางและวิธีการใช้วิชาการในตัวเอง มีการค้นคว้าทางวิชาการซึ่งก็ได้ทำในเวลาว่างงานประจำและทำในสวนหลังบ้าน นับตั้งแต่งานศึกษาพันธุ์ไม้ งานศึกษาค้นคว้าในด้านเทคนิคการเพาะเมล็ด การเพาะเมล็ดจากฝักอ่อน และอื่นๆ เพื่อนำออกเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่ปิดบัง มีการร่วมมือกันกับสถาบันศึกษาระดับสูงเพื่อเปิดการสอนขึ้น เพื่อการผลิตนักวิชาการไว้      

 

ปัญหาพัฒนากิจการ“กล้วยไม้”ไทย(2)

 

            สำหรับอนาคต มีการพัฒนาระบบและเครือข่ายงานส่งเสริมเผยแพร่แบบอิสระ ในรูปแบบของสมาคม และมีการประสานงานกับนานาประเทศ ทั้งในด้านระบบและวิชาการ เพื่อหวังผลสะท้อนในด้านการพัฒนามาตรฐานวงการให้เข้าสู่ระดับสากลประเทศ

             ผลที่ถูกกระทบโดยปัญหาต่างๆ ผลจากการกำหนดโครงสร้างสมบูรณ์แบบ และการดำเนินงานมาแล้วตามโครงสร้างสมบูรณ์แบบ และมีสภาวะที่เดิมอยู่ในลักษณะอาสาสมัคร มีความเป็นอิสระ จนกระทั่งได้เกิดส่วนใหม่ขึ้นภายหลัง นั่นคือ มีส่วนที่เป็นภาคราชการโดยรัฐเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่ง ได้มีปัญหาส่งผลกระทบโครงการนี้ เป็นระยะๆ ตลอดมา

             ปัญหาที่ส่งผลกระทบนั้น บังเกิดผลดีในด้านที่ช่วยให้ได้รับความรู้ และเปิดทัศนคติในการพัฒนาให้กว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาต่างๆ ลึกลงไปสู่ระดับพื้นฐานยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ภาพของทัศนคติที่ปรากฏชัดเจนมากขึ้นเป็นเงาตามตัวก็คือ เห็นและเข้าใจถ่องแท้ยิ่งขึ้นว่า นักวิชาการนั้นไม่ว่าจะมีความถนัดในสาขาวิชาใดก็ตาม ต้องได้รับการสร้างสรรค์ให้มีทัศนคติ มิใช่ยึดเกาะอยู่เพียงภายในรั้วของวิชาการที่ตนจำกัดขอบเขตของความถนัดนั้นไว้

             มิฉะนั้นแล้ว จะมิอาจใช้วิชาการที่ตนถนัด เพื่อแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้ เพราะตนเองไม่อาจมองเจาะลึกลงไปถึงพื้นฐานของปัญหาจริงๆได้ นอกจากมองที่ผิวของปัญหา การแก้จึงกระทำด้วยวิธีการเฉพาะหน้าหรืออย่างผิวเผิน แต่ถ้าหากนักวิชาการที่มีทัศนคติแคบอยู่ร่วมกันกับผู้ที่มีทัศนคติกว้างและลึก ผู้ที่มีความแคบ ย่อมจะมองเห็นภาพไปได้ว่า ผู้ที่มีความคิดกว้างนั้น กระทำในสิ่งที่นอกเรื่อง หรือภาษาชาวบ้านอาจกล่าวว่าเพี้ยนไปจากเดิม

            จึงขอกล่าวสรุป ในประเด็นนี้ว่า หากชีวิตเป็นไปอย่างปรกติวิสัยแล้ว แต่ละคนต้องมีความเพี้ยนในด้านการคิดอ่าน แต่ความเพี้ยนจะต้องมีเหตุผลและหลักความจริงเสมอ นอกจากนั้น ความเพี้ยนที่เกิดขึ้นโดยมีหลักความจริงเป็นเหตุผล อาจเรียกได้ว่า “ประสบการณ์” อันเป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อการปฏิบัติงานในอนาคต