ข่าว

ชี้ช่องดึงทุนสำรองลงทุนฟื้นศก. นักวิชาการเตือนรัฐหนี้ท่วม-หวั่นต้องรีดภาษีเพิ่ม

ชี้ช่องดึงทุนสำรองลงทุนฟื้นศก. นักวิชาการเตือนรัฐหนี้ท่วม-หวั่นต้องรีดภาษีเพิ่ม

12 ส.ค. 2552

นักวิชาการแนะรัฐดึงทุนสำรองมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คลายความกดดันในการถือดอลลาร์ของธปท. ลดข้อจำกัดในการแทรกแซงบาท เตือนรัฐลงทุนเกินตัว หนี้ท่วมสร้างปัญหาในอนาคต หวั่นต้องรีดภาษีประชาชนเพิ่ม

 รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ ประธานกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินผลงานรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่าการทำงานของรัฐบาลอยู่ในระดับที่ใช้ได้ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน จึงได้คะแนน 7 เต็ม 10 อย่างไรก็ตาม การทำงานในช่วงต่อไปรัฐบาลจะต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความเร่งด่วนและตามความสำคัญ รวมทั้งจำเป็นต้องสร้างความชัดเจน ในทิศทางและเป้าหมายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป

 "โครงการเร่งด่วนที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล คือ การระบายสต็อกสินค้าเกษตรและการเตรียมมาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ซึ่งกำลังจะเก็บเกี่ยว รัฐจะมีวิธีปิดช่องว่างการรั่วไหลอย่างไร นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากท้องถิ่นและเพิ่มศักยภาพของท้องถิ่น สามารถเป็นกำลังสำคัญ ทั้งในด้านการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ประธานกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลระบุ

  สำหรับปัจจัยเสี่ยงคือ ราคาน้ำมันในประเทศ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าเงินบาท ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อจำกัดในการควบคุมไม่ให้ค่าเงินบาทสูงกว่านี้ได้ เนื่องจากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในปัจจุบันมีปริมาณสูงถึงประมาณ 80% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของ ธปท. ดังนั้น จึงมีข้อจำกัดที่จะแทรกแซง อย่างไรก็ดี หากนำเงินทุนสำรองมาใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์การผลิตจากต่างประเทศอยู่แล้ว ก็จะช่วยผ่อนคลายความกดดันในการถือเงินดอลลาร์ของธปท.

 "อยากให้รัฐบาลมองเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจด้วย ขอย้ำเกี่ยวกับ เรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศว่า ควรนำมาใช้ เพราะเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อน เป็นวิกฤตการเงิน เราก็ใช้การคลังเข้ามาช่วย คำถามคือ เมื่อเกิดวิกฤติการคลังขณะนี้ เราควรนำการเงินเข้ามาช่วยหรือไม่” รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว

 ด้านดร.ดิเรก ปัทมศิริวิวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลนำเงินนอกงบประมาณมาใช้จำนวนมากว่า ยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ว่ารัฐบาลควรลงทุนเท่าที่ทำได้ และให้อยู่ภายใต้วินัยการคลัง การนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ โดยการออกกฎหมายใหม่นั้น ไม่สมควร เพราะมีกฎหมายในการดูแลงบประมาณถึง 3 ฉบับอยู่แล้ว และรัฐบาลจะทำอย่างไร ให้หนี้สาธารณะลดลง อาจต้องขึ้นภาษีอย่างที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน หรือต้องจัดเก็บภาษีให้ได้ในอัตรา 25-26% ของจีดีพี ดังนั้น คำถามคือประชาชนจะยอมรับการขึ้นภาษีได้หรือไม่