
"จ่อทีละนัด"ฆ่า3ศพภูเก็ต
เพียงชั่วข้ามคืนตำรวจ สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต ก็สามารถตามตัวผู้ต้องสงสัยฆ่า 3 ศพคนงานก่อสร้าง ที่นั่งดวดเบียร์อยู่ที่เพิงพักคนงานได้สำเร็จ แม้ผู้รับเหมาก่อสร้างจะให้การปฏิเสธ แต่ตำรวจก็มีประจักษ์พยานมากมายยืนยันในการกระทำผิดของเขา !?!
เสียงคำรามของอาวุธปืนพกสั้นดังกึกก้องติดต่อกันช่วงกลางดึกวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณที่พักคนงานก่อสร้างข้าง ร.ร.เมืองภูเก็ต ถนนวิเศษ หมู่ 5 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต สร้างความตื่นตกใจแก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าว สิ้นเสียงที่กึกก้องกัมปนาทและกรุ่นควันปืน มีคนงานก่อสร้างจบชีวิตลง 3 ราย อีก 1 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส
ภาพที่ชาวบ้านกรูเข้าไปดูเหตุการณ์สร้างความสะเทือนใจและอเนจอนาถแก่ผู้ที่พบเห็น ห่างจากถนนสายหลักเข้าไป 100 เมตร "ไพศาล ไกรแก้ว" วัย 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/174 หมู่ 7 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ถูกยิงเข้าท้ายทอยเสียชีวิตอยู่ข้างๆ "โกวิทย์ นองมณี" วัย 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1935 หมู่ 5 ต.ควนลัง อ.ควนลัง จ.สงขลา พนักงานขับรถ รร.สวัสดี ถูกยิงเข้าแขนขวาทะลุกลางหลัง และลำคอขวาทะลุออกอีกฝั่ง ห่างออกไปเล็กน้อย "สมศักดิ์ รอดช่วย" อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 5 ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ถูกยิงเข้าที่ศีรษะเสียชีวิตทันที
ส่วน "โยธิน สิงห์ฬะโฆษิต" อายุ 29 ปี ถูกยิงเข้าลำคอด้านหลัง 1 นัด แม้จะไม่เสียชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัส นอนร้องครวญครางขอความช่วยเหลือด้วยอาการทุรนทุราย ชาวบ้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัยนำส่งพยาบาล
หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ชินรัตน์ ฤทธาคณานนท์ ผกก.สภ.ฉลอง สั่งการให้ พ.ต.ต.จรัญ บางประเสริฐ สว.สส.พร้อมชุดสืบสวน เร่งรัดหาพยานแวดล้อมที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อติดตามตัวฆาตกรเลือดเย็นและโหดเหี้ยมรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว พร้อมกับสันนิษฐานว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้นั้น เป็นแบบลูกโม่ เพราะไม่พบปลอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุเลยแม้แต่ปลอกเดียว
ไม่นานนักชุดสืบสวนก็ได้พยานแวดล้อมที่อยู่ในเหตุการณ์ให้ข้อมูลสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับผู้บาดเจ็บชักชวนกันนั่งดื่มเบียร์อยู่ในที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นมือปืนที่พวกคนงานและพยานเองคุ้นหน้าคุ้นตาดีตรงเข้าไปหากลุ่มผู้ตาย ก่อนจะชักปืนออกมากระหน่ำยิงทีละคนๆ แล้วจึงผละออกไปจากจุดเกิดเหตุ
มีพยานอย่างน้อย 10 ปากให้ข้อมูลตรงกันว่า คนร้ายที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตานั้นคือ "ทรงพล พูลเกิด" ผู้รับเหมาก่อสร้าง วัย 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/16 หมู่ 5 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
เมื่อได้เบาะแสมากพอให้ชุดสืบสวนได้สาวรอยต่อ พวกเขาจึงตรงไปที่บ้านพักของเสี่ยรับเหมาผู้ที่ถูกกล่าวหาทันที แต่เนื่องจากหลังเกิดเหตุเป็นยามวิกาลจึงไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นหรือเชิญตัวมาสอบปากคำได้ จึงทำได้เพียงซุ่มโป่งสังเกตพฤติกรรมความเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก จากนั้นประสานให้ พ.ต.ท.บุญเลิศ อ่อนกลาง พนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง เจ้าของสำนวนคดีฆาตกรรม ทำเรื่องขอหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต เข้าค้นบ้านของเสี่ยรับเหมาในเช้าวันต่อมา
6 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น ชุดสืบสวนแสดงหมายค้นให้เจ้าของบ้าน ผลการตรวจค้นไม่พบอาวุธปืนกระบอกที่ใช้ก่อเหตุ หากว่าทรงพลเป็นผู้ต้องหาจริง พบเพียงปืนยาวไม่มีทะเบียนเพียง 1 กระบอก จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำ พร้อมกับแจ้งข้อหาเบื้องต้นคือมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่านั้น ทรงพลให้การปฏิเสธว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
"ชุดสืบสวนมีพยานหลายปากให้ข้อมูลสอดคล้องกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 8 สิงหาคมต่อเนื่องถึงกลางดึกวันที่ 9 สิงหาคม ดังนั้นจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอนุมัติหมายจับในข้อหาฆ่าและพยายามฆ่า แต่ในชั้นนี้ยังให้การปฏิเสธ แต่หลักฐานที่ตำรวจมีอยู่นั้นแน่นหนา ส่วนมูลเหตุจูงใจยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด" พ.ต.อ.ชินรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับชุดสืบสวนคลี่คลายคดีฆาตกรรมโหดครั้งนี้ ที่สามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็วเป็นเพราะพยานหลายปากให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการระบุตัวผู้ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ตาย บางคนเคยทำงานกับผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้ยังมีพยานเด็ดอีกปากที่เป็นคนใกล้ชิดกับผู้ต้องสงสัยให้การไปในทำนองที่ว่า เขาเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้ จนนำไปสู่การขอหมายค้นและรวบรวมหลักฐานขอหมายจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่น
ต่อมาผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ตได้อนุมัติหมายจับทรงพลที่ จ.505/2552 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าผู้อื่น และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ตำรวจก็ยังไม่รู้ถึงมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ และทรงพลเองก็ยังให้การปฏิเสธ ถึงแม้ว่าตำรวจจะมีพยานยืนยันได้ว่า ก่อนเกิดเหตุทรงพลนั่งดื่มเบียร์อยู่กับกลุ่มผู้ตาย จากนั้นได้ชักชวนกันไปดื่มต่อที่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่กลุ่มผู้ตายปฏิเสธ ทรงพลจึงกลับไปบ้านแล้วให้คนงานไปซื้อเบียร์มาดื่มต่ออีก 4 ขวด แต่ดื่มไปได้เพียง 2 ขวดเท่านั้นเขาก็หายออกจากบ้านไป กลับมาอีกครั้งหลังสิ้นเสียงปืนด้วยอาการลุกลี้ลุกลน



