
รายงาน-หมดเวลา"ฮันนีมูน"
นาทีนี้ ดูเหมือนอะไรๆ ที่คิดไว้ว่าจะราบรื่น ก็กลับมีอุปสรรคไปซะหมด
ยกตัวอย่างเรื่องวุ่นๆ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ "นายมาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพิ่งเคลียร์จบไปเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน แต่พอล่วงปลายสัปดาห์ก็มีทีท่าจะปะทุขึ้นมาใหม่
เพราะหลังจากเจรจาจนกระทั่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ยอมลาราชการร่วม 10 วัน ไปดูงานที่เมืองจีนได้ จู่ๆ เจ้าตัวก็เล่นกลด้วยการบินกลับด่วนก่อนกำหนดร่วมๆ สัปดาห์
ทำเอาแผนการ "รื้อโผนายพัน" สะดุดกึกไปทีเดียว
เพราะต้องยอมรับว่า เป้าหมายลึกๆ ของ "นายมาร์ค" ที่ต้องการเขี่ย "ผบ.ตร." ไปให้พ้นทางนั้น ก็เพื่อต้องการให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาการ ผบ.ตร. ที่เพิ่งแต่งตั้งเข้าไปนั้น เร่งจัดทำโผโยกย้ายชุดใหม่ขึ้นมาแทน
ประการหนึ่ง ก็ด้วยเชื่อว่ามีการวิ่งเต้นกันมากมาย จนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม
กับอีกประการหนึ่งก็เป็นเพราะเชื่อว่า "พล.ต.อ.พัชรวาท" เป็นส่วนหนึ่งของ "ตอ" ที่ขวางการคลี่คลายคดีลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล"
เพราะฉะนั้น จะสังเกตได้ว่าทันทีที่มีการแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร. ขึ้นมาปุ๊บ จะเห็นสีหน้าที่แช่มชื่นราวตีปีกของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ พร้อมกับอาการกระดี๊กระด๊าเดินหน้าออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มขึ้นมาทันที
ขณะที่ "รักษาการ ผบ.ตร." ก็เร่งโชว์ผลงาน ด้วยการเดินสายเข้านอกออกใน พบปะหารือกับ "นายมาร์ค" วันละหนสองหนในช่วงไม่กี่วันก่อน
ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อต้องการให้โผโยกย้ายชุดใหม่เสร็จทันวันที่ 16 สิงหาคมนี้
แต่ในเมื่อการณ์ไม่เป็นดังคาด "ผบ.ตร. ตัวจริง" เกิดกลับมาซะก่อน ก็น่าเป็นห่วงว่าสิ่งที่ "นายมาร์ค" ต้องการดำเนินการให้เรียบร้อยนั้น จะต้องพบกับอุปสรรคอย่างไรต่อไป
ล่าสุดดูเหมือน "นายมาร์ค" จะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ถึงได้ส่งเสียงขู่ว่าพร้อมจะ "เตะลูกออก" ได้ทุกเมื่อ
ฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้นับจากนี้ จึงน่าจะเป็นการเจรจา "แบ่งเค้ก" ให้ลงตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่กระนั้นสิ่งที่เป็นประเด็นให้ขบคิดต่อไปก็คือ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปยังตัว "นายมาร์ค" ค่อนข้างติดลบ เพราะภาพการ "ล้วงลูก" นั้น ชัดเจนเกินไป แม้ว่าจะมีเหตุอันควรก็ตาม
ถึงขนาด บรรหาร ศิลปอาชา ยังออกอาการเป็นห่วง
"คือ...เขาว่าแกไปฟังคนรอบข้าง ผมบอกว่าอย่าไปยุ่งเลย เรื่องสนธิ (ลิ้มทองกุล) ถอยไปเถอะ เรื่องนี้กำกวมเยอะแยะหมด ผมก็รู้ใครๆ ก็รู้ เรื่องตำรวจก็ปลดไม่ได้นะ ปลดไม่ถูกหรอก"
แน่นอนว่าสถานการณ์รัฐบาล และหัวหน้ารัฐบาล ถ้าส่อแวว "รุ่งริ่ง" มากกว่า "รุ่งโรจน์" ก็ย่อมจะเป็นหนทางให้พรรคร่วมรัฐบาลเตรียมขยับปีกได้ทุกเมื่อ
โดยเฉพาะเมื่อมองในมุมที่ "บรรหาร" ส่งสัญญาณออกมาทำนองว่า การเล่นวิธี "บินเดี่ยว" ของนายมาร์คนั้น จะไปได้สักกี่น้ำ เพราะโอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล มันไม่ง่าย ต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลเป็นแรงหนุน
ฉะนั้น หากจับสัญญาณจากปากเจ้าของฉายา "หลงจู๊" อย่าง "บรรหาร" แล้ว ย่อมเห็นภาพความไม่เป็นเอกภาพในรัฐบาลได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อบวกกับปฏิกิริยาสะท้อนจากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาล่าสุด กับ "แพ็กเกจหาเสียง" ผ่านกระทรวงพลังงาน ก็เห็นได้ชัดว่าการร่วมงานกันของพรรคร่วมฯ ถึงนาทีนี้นั้น เข้าลักษณะ "ทีใครทีมัน"
เพราะการเสนอแพ็กเกจ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันดีเซลลดลงลิตรละ 2 บาท และกลุ่มเบนซินลดลงลิตรละ 1 บาท รวมถึงตรึงราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี 1 ปี บวกด้วยตรึงค่าไฟอีก 1 ปีนั้น
เป็นข้อเสนอที่หวังผลทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าสวนทางกับนโยบายของ "นายมาร์ค" ก่อนหน้านี้ที่จะพิจารณาช่วยเฉพาะน้ำมันดีเซล
งานนี้จึงเท่ากับ "หักดิบ" ประชาธิปัตย์เห็นๆ เพราะในเมื่อแพ็กเกจถูกนำเสนอไปก่อนแล้ว หากต้องมีอันผิดไปจากแผนที่เสนอ ก็แปลว่าสะดุดจากการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า เหตุที่แต่ละพรรคหาจังหวะเหมาะในการ "หาเสียง" นั้น เพราะด้านหนึ่งเกิดจากความไม่พอใจพรรคแกนนำในการแถลงผลงานรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เสมือนเป็นการแถลงผลงานเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว
ขณะที่อีกด้าน ก็ต้องเตรียมเก็บแต้มไว้สำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้า เนื่องจากเมื่อดูจากรูปการณ์ที่การเมืองไม่นิ่งอย่างนี้ อุบัติเหตุทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น ช่วงจังหวะเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน และกระแสนิยมรัฐบาลกำลังปริ่มน้ำ แต่ละพรรคจึงจำต้องรีบสะสมเสบียงกรัง และสร้างกระแสนิยมของตัวเองให้ได้มากที่สุด
เพราะช่วงเวลา "ฮันนีมูน" ดูเหมือนใกล้จะหมดลงแล้ว !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



