ข่าว

ม.44 สั่งสอบทวน หากพบ ขรก.เอี่ยวค้ามนุษย์ไม่ผิด

ม.44 สั่งสอบทวน หากพบ ขรก.เอี่ยวค้ามนุษย์ไม่ผิด

18 ส.ค. 2559

“ประยุทธ์” ใช้ ม.44 ให้ ศอตช. ตั้งกรรมการสอบซ้ำ กรณีต้นสังกัดตรวจสอบไม่พบ ขรก. ถูกย้ายไม่เกี่ยวปมค้ามนุษย์

 

            18 ส.ค. 2559- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 47/2559 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2559 เรื่อง ให้ข้าราชการ ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น ลงวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2559 นั้น โดยที่ยังคงมีการร้องเรียนหรือรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายในเรื่องความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ การละเลยการปฏิบัติหน้าที่อันกระทบต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ตามนโยบายของรัฐบาลตามนัยแห่งข้อ 1 ของคำสั่งฉบับดังกล่าว

           ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกตรวจสอบและประชาชน ทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศ และเพื่อประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการและการตรวจสอบการปฏิบัติราชการอันเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

           ข้อ 1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2559 ซึ่งกำหนดมาตรการว่า หากผลการตรวจสอบไม่พบว่าผู้ถูกตรวจสอบมีการกระทำความผิดใด ๆ หรือไม่ถึงขั้นต้องดำเนินการทางวินัยใด ๆ ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบแจ้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ทราบนั้น ให้ถือว่าการตรวจสอบดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด แม้จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกตรวจสอบบางรายไปปฏิบัติหน้าที่ ณ พื้นที่อื่นบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบสรุปผลการตรวจสอบและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วแจ้งให้ ศอตช. ทราบ ในการนี้ ให้ประธาน ศอตช.แต่งตั้งคณะบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นข้าราชการ ไม่มีข้อขัดแย้งหรือส่วนได้เสียกับบุคคลหรือเรื่องที่มีการกล่าวหา และไม่เคยเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องนี้มาก่อนมีจำนวน 3 ถึง 5 คน เพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบ ผลการตรวจสอบเดิมของผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบกับรายงานหรือพยานหลักฐานที่มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง และให้มีอำนาจเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำได้โดยคณะบุคคลดังกล่าวอาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกตรวจสอบ แต่ละรายหรือหลายรายพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ในกรณีที่ผลการตรวจสอบพบว่าการตรวจสอบของผู้บังคับบัญชาถูกต้องแล้ว หรือไม่มีเหตุอันควรเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบในกรณีที่ผลการตรวจสอบไม่สอดคล้องกับผลการตรวจสอบเดิมของผู้บังคับบัญชา และมีเหตุอันควรเปลี่ยนแปลง ให้สรุปพยานหลักฐานที่มีอยู่และหารือร่วมกับผู้บังคับบัญชาแล้วให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามผลการหารือ โดยถือว่าการดำเนินการตามคำสั่งนี้ทุกขั้นตอนเป็นการดำเนินการทางวินัยโดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับข้าราชการนั้น ๆ แต่ไม่ตัดสิทธิที่ผู้ถูกตรวจสอบจะอุทธรณ์ต่อไปตามกฎหมาย หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

             ข้อ 2 เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 1 แล้ว ในกรณีไม่ปรากฏว่าผู้ถูกตรวจสอบมีความบกพร่องใด ๆในการปฏิบัติงานหรือไม่มีมูลความผิดทางวินัยหรือความผิดอาญาหรือมีความผิดวินัยแต่มิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงมีเหตุอันควรงดโทษหรือรับโทษสถานเบาขั้นภาคทัณฑ์ ให้เยียวยาโดยให้ผู้ถูกตรวจสอบไปดำรงตำแหน่งในระดับเดิมตามความเหมาะสม แต่ให้อยู่นอกพื้นที่เดิม ทั้งนี้ ศอตช. อาจมีคำแนะนำการเยียวยาด้วยก็ได้ โดยคำนึงถึงข้อมูลความเหมาะสมเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่และพื้นที่ใหม่การให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบ และประโยชน์ของทางราชการประกอบกัน

             ข้อ 3.ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำสั่งนี้ ให้ ศอตช. หรือผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบเสนอให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย คำวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

             ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

 สั่ง ณ วันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2559 ลงชื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

-------