
การเมืองเรื่องการแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการประจำ
บทความชิ้นนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่กรณีปัญหาการแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการประจำที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องการจะชี้ชวนให้คิดว่าการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการประจำนั้นเป็นปัญหาทางการเมืองที่สังคมจะต้องให้ความสนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรานำเอาเรื่องของการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการประจำเข้ามาพิจารณาภายใต้บริบทของประชาธิปไตย
สำคัญยิ่งเพราะว่าถ้าเราไม่ต้องพิจารณาเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำในสังคมประชาธิปไตย เราก็อาจจะเชื่อได้ว่ามีคนบางกลุ่มบางคนที่รู้ดีกว่าคนอื่นในการพิจารณานำคนที่เหมาะสมไปไว้ในงานที่เหมาะสม
แต่กระนั้นก็ตาม เราก็ต้องใช้สติในการพิจารณาประเด็นปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายในสังคมประชาธิปไตยด้วย ว่าในสังคมประชาธิปไตย เราจะมีวิธีการในการกำกับตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไร เพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจนั้นมีที่มาจากประชาชน มีเป้าหมายเพื่อประชาชน และมีกระบวนการที่ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบควบคุมการตัดสินใจนั้น
ในอดีตนั้นเรามีตัวแบบในความเข้าใจเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำอยู่ 2 ตัวแบบ ตัวแบบแรกก็คือ ความเชื่อที่ว่าระบบราชการนั้นเป็นระบบการบริหารที่มีความก้าวหน้าและมีเหตุมีผลมากที่สุด เพราะเป็นระบบที่วางด้วยการพิจารณาตามความสามารถ
ต่อมาเริ่มมีการศึกษาเรื่องของระบบราชการที่ลึกซึ้งขึ้น จนพบว่าระบบราชการนั้นแม้ว่าจะมีระบบเหตุผลมีการทำงานตามความสามารถ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบดังกล่าวนั้นอาจจะมี "เหตุผล" เป็นของตัวเอง และมี "เป้าหมาย" เป็นของตัวเอง มากกว่ามีเป้าหมายเพื่อสังคม หรืออาจเป็นไปได้ที่ความสำคัญของการทำงานนั้นมีเป้าหมายเป็นเรื่องของตัวเองก่อนแล้วของสังคมทีหลัง
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าระบบราชการอาจจะมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคม แต่การเพิ่มงบประมาณ บุคลากร หรือภารกิจงานอาจเป็นทางเลือกมากกว่าการปฏิรูปในฐานะจัดระบบงานใหม่และลดขนาดระบบราชการให้เล็กลง และยุบเลิกหน่วยงานต่างๆ
นั่นจึงเป็นที่มาของตัวแบบที่สองในการมองว่าระบบราชการนั้นแม้ว่าจะเป็นระบบการบริหารที่มีเหตุผล แต่ตัวระบบราชการนั้นไม่มีเนื้อหาประชาธิปไตย และไม่ใช่สถาบันประชาธิปไตย ดังนั้นระบบราชการจะต้องขึ้นต่อการเมืองประชาธิปไตย โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรที่มีที่มาจากประชาชน เพื่อให้ตัวแทนจากประชาชนได้กำกับตรวจสอบการทำงานของระบบราชการ
แต่ข้อเสนอในตัวแบบที่สองนี้ก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ในสังคมบ้านเรา เพราะเราก็เผชิญปัญหาหนีเสือปะจระเข้อยู่บ่อยๆ คืออาจจะมีการโยกย้ายข้าราชการเข้า "ซุ้ม" ของนักการเมืองได้
สิ่งนี้จึงเป็นภาระท้าทายว่า เราจะคิดว่าปรากฏการณ์ที่นักการเมืองควบคุมกำกับราชการ และข้าราชการโวยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมควรจะจบลงตรงที่การมีกรรมการอิสระของข้าราชการเองกำกับกันเอง หรือว่ากระบวนการนักการเมืองโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมนั้นมันเป็นผลสะท้อนจากการที่ประชาชนไม่สามารถกำกับตรวจสอบนักการเมืองได้
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้สิ่งที่จะต้องเคลื่อนไหวก็คือ การทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโปร่งใส โดยที่ประชาชนสามารถตรวจสอบนักการเมืองได้ เพื่อทำให้ประชาชนควบคุมตรวจสอบรัฐ ซึ่งหมายถึงทั้งในส่วนการเมืองและในส่วนการบริหารได้ และทำให้ประชาชนนั้นเป็นเกราะป้องกันทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่ดีได้ทั้งคู่ มากกว่าการใช้กลไกศาลในการฟ้องร้องแต่เพียงอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่เรื่องของการฟ้องร้องนั้นกระทำได้แค่เรื่องของการผิดขั้นตอนและระเบียบมากกว่าการลงไปในระดับของความสมเหตุสมผลของการบริหารราชการ
ในการจะทำให้กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระบอบประชาธิปไตยดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น กระบวนการติดตามตรวจสอบการทำงานของทั้งระบบราชการและนักการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในฝ่ายบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกระบวนดังกล่าวอาจกระทำได้ทั้งจากการรายงานข่าวที่รวมทั้งการทำข่าวเชิงลึก (ข่าวสืบสวน) และการมีองค์กรภาคประชาชนในการกำกับตรวจสอบการทำงานของรัฐโดยการพัฒนาตัวชี้วัด การตรวจสอบผ่านการร้องเรียน และการเปิดเวทีให้ข้าราชการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงและหารือร่วมกัน
สังคมประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายอดมนุษย์ในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ควรมุ่งพัฒนากลไกในการตรวจสอบระบอบการปกครองโดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถกำกับตรวจสอบระบบการเมืองได้ ในฐานะที่เขาเป็นทั้งที่มาและเป้าหมายของการปกครองนั่นเอง



