
เมื่อความจริงปรากฏ
เป็นอีกครั้งที่ภาพนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายปรากฏเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เนื่องด้วยข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 ล้วนเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น การแต่งตั้งผู้นำสูงสุดที่กฎหมายระบุนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.)
แรงกดดันส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องเดินทางไปราชการต่างประเทศมาจากแรงบีบการเมือง
ส่วนผสมอื่นที่เข้ามาบรรจบก็เรื่องคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของค่ายผู้จัดการ ที่มีนายตำรวจใหญ่เข้าไปรายงานปัญหาให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทราบจนเป็นที่มาของ "ตอ" แล้วข่าวก็พุ่งตรงไปที่ ผบ.ตร. จนซวนเซจะหลุดจากเก้าอี้ ก่อนเกษียณอายุราชการ รวมทั้งข่าวการซื้อขายตำแหน่งนายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ยังตอบไม่ได้ว่านี่คือเล่ห์เหลี่ยมหรือหมากกลทางการเมือง แต่เชื่อว่าไม่นานธาตุแท้จะปรากฏ
ธรรมชาติของการเมืองต้องการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ การโยกย้ายข้าราชการประจำฯ จึงเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง ซึ่งเชื่อว่าเป็นรากยึดให้ฐานเสียงแข็งแกร่ง
พรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านมายาวนานย่อมรู้ซึ้งถึงความเสียเปรียบคู่ต่อสู้ เนื่องจากขาดกลไกรัฐสนับสนุน หากเสียงประชาชนสนับสนุนและมีทีท่าว่าจะอยู่บริหารประเทศได้ยาวนาน การสับเปลี่ยนโยกย้ายจึงทำได้เนียน ค่อยปรับ ค่อยซึมไปเรื่อยๆ สามารถลดความรู้สึกข้าราชการประจำว่าโดนฝ่ายการเมืองรังแกได้
การปรับเปลี่ยนตัวบุคคลสัก 3-4 วาระ จึงเข้าที่เข้าทาง โกงบ้านกินเมือง เขมือบโครงการยักษ์ได้ลื่นไหลไม่ติดขัด
แต่หากรัฐบาลไหนมีเค้าลางว่าอายุเริ่มสั้น ประชาชนใกล้หมดศรัทธา ต้องเร่งหักดิบโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ถึงขนาดหักด้ามพร้าด้วยเข่า ตะแบงสู้ข้อกฎหมายกันเลย
ข้อสงสัยฝ่ายการเมืองไม่แตะมติ 152 นายพล ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไปแล้ว ต้องมองให้ทะลุ
มีเสียงแถวๆ ปทุมวันทำนองว่านี่คือรายการ "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" เพราะยังเหลือเก้าอี้ยักษ์คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้งนายพลทดแทนการเกษียณอายุราชการอีกรอบ ใครเสนอผลประโยชน์ได้เข้าตากว่าย่อมมีลุ้น
ชื่อที่ว่าจริงอาจหลอกหรือชื่อที่หลอกอาจจริงก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้นธาตุแท้นักการเมืองและเกมลับ ลวง พราง จะปรากฏให้เห็น!!



