ข่าว

สุโขทัยพร้อมรับมวลน้ำจากแพร่แม่ฮ่องสอนยังแล้ง 

สุโขทัยพร้อมรับมวลน้ำจากแพร่แม่ฮ่องสอนยังแล้ง 

17 ส.ค. 2559

ผู้ว่าฯสุโขทัย เตรียมพร้อมรับมวลน้ำที่จะไหลมาจากแพร่  ขณะที่อ่างทองเสริมเขื่อนกั้นน้ำจุดเสี่ยงรองรับน้ำเหนือ ด้านแม่ฮ่องสอนยังเจอวิกฤติแล้ง 

           17ส.ค.2559 นายปิติ แก้วสลับสี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมรับมวลน้ำที่จะไหลมาจากจังหวัดแพร่ เท่าที่ได้รับรายงานนั้นมวลน้ำไม่เยอะมาก คาดว่าจะสามารถรับมือได้อย่างแน่นอน โดยได้มีการวางแผนไม่ปล่อยน้ำที่ไหลเข้ามาในพื้นที่ทิ้งไป แต่จะระบายเข้าไปกักเก็บไว้ตามอ่างเก็บน้ำและลำคลองของสุโขทัยให้ได้มากที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาสุโขทัยต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งมา 2 ปี เชื่อว่ามวลน้ำที่จะไหลมาถึงในวันที่ 18 หรือ 19 นี้จะช่วยบรรเทาภัยแล้งของสุโขทัยไปได้บ้าง

           สำหรับมวลน้ำที่จะไหลมาจากแพร่มีปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาสุโขทัยเคยรับน้ำได้สูงถึง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำที่จุดวัดระดับปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร หากระดับน้ำสูงถึง 7.30 เมตร ถึงจะไหลเข้าท่วมสุโขทัย จึงเชื่อว่าปริมาณน้ำที่จะมาถึงนั้นน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามได้สั่งการณ์ให้ทุกอำเภอเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และให้รายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะ อ.สวรรคโลก , อ.ศรีสำโรง , อ.เมือง และ อ.กงไกรลาส ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมได้ง่าย ให้เตรียมขนย้ายทรัพย์สินขึ้นไว้บนที่สูงเพื่อความไม่ประมาท นอกจากนั้นยังได้เตรียมบิ๊กแบ๊กเนื่องจากบริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำยมได้มีการซ่อมแซมแนวป้องกันน้ำ

           หากไม่มีฝนตกลงมาอย่างหนักเมเติมในช่วงนี้ เชื่อว่าสุโขทัยจะไม่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน ทั้งนี้จังหวัดได้เตรียมพร้อมที่จะรับมวลน้ำที่กำลังจะไหลเข้ามาในพื้นที่ โดยการบริหารจัดการกักเก็บไว้ใช่ในช่วงฤดูแล้ง แต่หากมีฝนตกลงมาเสริมในช่วงนี้บางพื้นที่ของ สุโขทัยอาจจะประสบปัญหาน้ำท่วม แต่จังหวัดพร้อมที่จะนำเครื่องจักรและกำลังพลเข้าช่วยเหลือในทันที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด


อ่างทองเสริมเขื่อนกั้นน้ำจุดเสี่ยงรองรับน้ำเหนือ
 
           คนงานบริษัทรับเหมาสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ของกรมโยธาธิการและผังเมืองเร่งผูกเหล็กเพื่อเทคอนกรีตตัวเขื่อนและผนังคอนกรีตสูงกว่า 5 เมตร ยาวกว่า 1 กม.บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 1 ต.จรเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง เพื่อให้เสร็จทันกับน้ำเหนือที่เริ่มหลากมาสู่ภาคกลางตอนบน และจะไหลสู่จังหวัดอ่างทองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทำให้ต้องเร่งเสริมคอนกรีต และเชื่อมต่อแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมชุมชนบ้านมะขาม ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วม โดยทางเจ้าหน้าที่คาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จทันในการรับมือฤดูน้ำหลากปีนี้ และจะสามารถป้องกันน้ำท่วมชุมชนบ้านมะขามและชุมชนอื่นๆในเขต อ.ไชโยฝั่งตะวันออกได้เกือบทั้งหมด

           ขณะที่สถานการณ์ระดับน้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่านจังหวัดอ่างทอง เริ่มมีสีแดงและไหลแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระดับน้ำล่าสุด ที่สถานีชลมาตร C7A สำนักชลประทานที่ 12 หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทองระดับน้ำอยู่ที่ 0.83 เมตร ซึ่งยังอยู่ระดับต่ำแต่ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมพร้อมในการเตรียมรับมือน้ำเหนือในปีนี้ โดยได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมสรุปแนวทางในการเตรียมความพร้อมทุกสัปดาห์แล้ว


แม่ฮ่องสอนยังเจอวิกฤติแล้ง 

           นายวุฒิชัย รักษาสุข ผอ.สำนักงานชลประทานแม่ฮ่องสอน เปิดเผยถึงสภาวะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน ที่ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านพะโข่โหล่ หมู่ 10 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ว่าปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอนมีปริมาณน้ำเหลือเพียง 100,000 ลูกบาศก์เมตร จากปริมาณความจุน้ำกักเก็บ 734,000 ลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำที่เหลือจำนวน 100,000 ลูกบาศก์เมตร มีน้ำเข้าสู่อ่างวันละ 20,000 ลบ.เมตร จ่ายน้ำออกให้ภาคการเกษตร และอ่างเก็บน้ำม่อนตะแลง วันละ 20,000 ลูกบาศก์เมตร และ แบ่งจ่ายให้การประปาส่วนภูมิภาคแม่ฮ่องสอนอีกวันละประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร รวมจ่ายน้ำออกไปวันละ 30,000 ลูกบาศก์เมตร 
               
           ขณะที่มีน้ำเข้าเพียง 20,000 ลูกบาศก์เมตร สรุปจะยืดระยะในการจ่ายน้ำให้กับทุกแห่งได้เพียงอีกไม่เกิน 10 วัน น้ำก็จะหมดอ่าง สาเหตุของปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน มีปริมาณน้อยที่สุดตั้งแต่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำมา เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเหนืออ่างเก็บน้ำ ฯ มีปริมาณลดน้ำลงทุกปีโดยเฉพาะในห้วง 3 ปีที่ผ่านมาน้ำเข้าสู่อ่างติดลบมาโดยตลอดขณะที่การใช้น้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
                  
           ผอ.ชลประทานแม่ฮ่องสอน กล่าวต่อไปว่า จากสภาวะวิกฤติในขณะนี้ จึงขอประกาศเตือนให้เกษตรการผู้ปลูกข้าว เตรียมรับมือกับการขาดน้ำ หากฝนไม่ตกเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และไม่มีน้ำป้อนเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ ฯ โดยให้เกษตรกรลดการใช้น้ำในนาข้าวและใช้น้ำอย่างประหยัดให้มากที่สุด นอกจากผลกระทบต่อเกษตรกรแล้ว น้ำในอ่างห้วยแม่ฮ่องสอน ยังไม่เพียงพอที่จะจ่ายน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำม่อนตะแลง ซึ่งเป็นอ่างพักน้ำเพื่อที่จะส่งต่อให้กับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่โครงการราชดำริโป่งแดง ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำจำนวน 4 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำใกล้รุ่ง , อ่างเก็บน้ำสายแล , อ่างเก็บน้ำอัสดง และ อ่างเก็บน้ำจองจาย ล่าสุดอ่างเก็บน้ำม่อนตะแลงเหลือน้ำในอ่างเพียง 50,000 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น และไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้อ่างน้ำอื่น ๆ อีกต่อไป
                 
           อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางสำนักงานชลประทานแม่ฮ่องสอน ได้ทำการประสานงานเร่งด่วนไปยังการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อของดการจ่ายให้ให้กับการประปา เพื่อให้น้ำเหลือในอ่างเพิ่มมากขึ้น และหวังได้แต่เพียงว่าจะมีปาฏิหาริย์ ฝนตกในพื้นที่รับน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน จึงจะทำให้ภาวะวิกฤติดีขึ้นเป็นปกติ ทั้งนี้ยังเป็นห้วงในฤดูแล้งที่จะถึงในไม่กี่เดือนนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาเหนืออ่าง จะทำให้เกิดวิกฤติในการใช้น้ำอย่างใหญ่โตของพื้นที่ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรหรือระบบน้ำประปา ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึง ธุรกิจการท่องเที่ยว , การใช้น้ำของประชาชน และการใช้น้ำในการดับไฟป่าและรวมไปถึงใช้น้ำในรูปแบบต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าอีกด้วย
                
           นายวรชาติ สีหบัณฑ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ปัญหาเรื่องน้ำใช้ในการผลิตเพื่อส่งให้แก่ประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจจะมีการกระทบบ้างไม่มากนักเนื่องจากปริมาณน้ำที่ส่งเข้าระบบผลิต มาจาก 2 แหล่งคือ ที่แม่น้ำปาย บ้านปางหมู ต.ปางหมู โดยมีกำลังสูบน้ำ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และ ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน วันละ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงเช่นกัน หากว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน ลดน้อยลงจนสามารถส่งให้กับการประปาได้ ครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ทางการประปาก็ยังสามารถผลิตน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ เพียงแต่ว่าจะต้องมีการปรับลดแรงดันน้ำที่จ่ายออกไปให้เท่ากับปริมาณน้ำเข้าระบบ ซึ่งอาจจะทำให้บางพื้นที่อยู่ห่างไกล มีแรงดันน้ำลดน้อยลง
               
           ทั้งนี้ ในระบบการผลิตของการประปาแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน มีน้ำเข้าระบบ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และมีกำลังผลิตน้ำประปาแจกจ่ายให้กับผู้ใช้น้ำวันละประมาณ 7,000-8,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสถานการณ์ฝนยังเหลืออีก 2 เดือนหากมีฝนตกเหนืออ่างเก็บน้ำเพียงไม่กี่ครั้งก็จะทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน มีปริมาณเต็มอ่างเหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อจากนี้ไป คือในห้วงฤดูแล้ง ปริมาณการใช้น้ำของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่อคลายร้อน ( เปิดสปริงเกอร์บนหลังคา ) หรือการใช้น้ำนอกอัตราคือ การประปาแจกน้ำฟรีให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาภัยแล้งและไฟป่า ซึ่งหากปริมาณน้ำในอ่างไม่เพียงพอ อีกทั้งระบบสูบน้ำของการประปาที่เครื่องสูบน้ำชำรุดไป 2 เครื่องและอยู่ระหว่างการจัดซื้อมาทดแทนตามงบประมาณปี 60 อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำได้โดยตรง ซึ่งเรื่องดังกล่าว จึงขอเตือนให้ประชาชนในตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด และควรเตรียมภาชนะเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งด้วย

 

ผู้ว่าฯน่านนำทีมทำความสะอาดฉีดล้างบ้านเรือน


             นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผวจ.น่าน กล่าวว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ถือว่าเข้าสู่สภาวะปกติแนวโน้มน่าจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ในเงื่อนไขถ้าหากไม่มีฝนตกติดต่อกัน 3 – 4 วัน ปริมาณน้ำฝนเกินกว่า 100 มิลลิเมตรขึ้นไป จะไม่เกิดสภาวการณ์น้ำท่วมเช่นนี้อีก ตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยายังอยู่ในข่ายที่ต้องระวัง แต่คาดว่าคงไม่หนักเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังมีราษฏรที่หลงเหลือประสบความเดือดร้อนอยู่ อ.ภูเพียง บางส่วน อ.เวียงสา อีก 3 ตำบล มี ต.ขึ่ง,นาเหลือง,ไหล่น่าน และ ต.ตาลชุม ทางหน่วยทหาร มทบ.38 ได้ไปเปิดโรงครัวไว้แล้ว  

             นอกจากนี้ ยังได้ประสาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย มาเปิดโรงครัว และคนน่านไม่ถึงกันได้ไปเปิดโรงครัวจะเป็นศูนย์ใหญ่ แจกจ่ายอาหารน้ำดื่ม ให้กับทุกครัวเรือนที่ยังติดอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังอยู่ ขณะนี้ได้รับรายงานระดับน้ำได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังจะเดินทางไปลงพื้นที่ตรวจสอบที่ อ.เวียงสาในวันนี้

             ส่วนการช่วยเหลือราษฏรที่ประสบภัย ได้แจ้งไปทุกอำเภอให้สำรวจตรวจสอบ ข้อมูลความเสียหายทั้งหมด ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อที่จะประชุ ก.ช.ภ.จ.(การประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดน่าน) จะได้นำเงินไปแจกจ่ายเรามีระเบียบกรอบอัตราการแจกจ่ายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการได้รับเงินอาจจะไม่ได้เงินเต็มจำนวนตามความเสียหายจริงแต่เป็นไปตามระเบียบทางราชการ อย่างไรก็ตามเครือข่ายคนน่านไม่ทิ้งกัน ยังช่วยดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่

             ขณะนี้การให้ความช่วยเหลือทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ หน่วยทหารในพื้นที่ ภาคองค์เอกชนได้ลงพื้นที่ แยกย้ายกันให้ความช่วยเหลือ สถานการณ์วันนี้ได้คลี่คลายวิตกกังวลความน่าเป็นลงไปเยอะแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทางภาคราชการยังไม่ทอดทิ้งสถานการณ์ ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดพร้อมที่จะแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบตลอด

             รายงานข่าวแจ้งว่า   จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้รับความเสียหายในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอุทกภัย(น้ำป่าไหลหลาก) จังหวัดน่าน จากอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่าน วันที่ 15 ส.ค.59 พื้นที่ประสบภัย 9 อำเภอ 1.สันติสุข 3 ตำบล 31 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 1,200 คน 400 ครัว เรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 28 หลัง เสียหายทั้งหลัง 1 หลัง พื้นที่การเกษตร 1,000 ไร่ นาข้าว 2,000 ไร่ รวม 3,000 ไร่ ถนน 2 สาย

              2.อ.เฉลิมพระเกียรติ 1ตำบล 1 หมู่บ้าน 60 ครัวเรือน เสียหายทั้งหลัง 1 หลัง ต้องอพยพออกจากพื้นที่ 5 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตร 20 ไร่ นาข้าว 30 ไร่ รวม 50 ไร่ ถนนในหมู่บ้านทรุดตัว 100 เมตร ทำให้ราษฏร 93 ครัวเรือน 300 คน ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมีเส้นทางเข้าออกหมู่บ้านเส้นทางเดียว ถนนคอนกรีตในหมู่บ้านเสียหาย 50 เมตร

             3.อ.เมืองน่าน 5 ตำบล 18 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 10 หลัง 4.อ.ท่าวังผา 9 ตำบล 70 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 4,220 คน 1,055 ครัวเรือน

             5.อ.ปัว 10 ตำบล 57 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 3,901 คน 1,633 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 28 หลัง สัตว์ปีก 240 ตัว บ่อปลา 74 บ่อ พื้นที่การเกษตร 1,208 ไร่ นาข้าว 696 ไร่ พื้นที่สวน 184 ไร่ รวม 2,088 ไร่ ถนน 37 สาย สะพาน 6 แห่ง ฝาย 18 แห่ง ตลิ่ง 19 แห่ง พนักงกั้นน้ำ 7 แห่ง เหมือง 2 แห่ง ดินสไลด์ 2 แห่ง

             6.อ.ภูเพียง 7 ตำบล 59 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง เกิด ความเดือดร้อน 4,000 คน 1,514 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 4 หลัง นาข้าว 100 ไร่ ถนน 1 สาย 7.อ.บ่อเกลือ 2 ตำบล 14 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 532 คน 133 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 45ไร่ นาข้าว 45 ไร่ รวม 90 ไร่ ถนน 7 สาย ฝาย 4 แห่ง 8.อ.แม่จริม 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 350 คน 100 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 1,850 หลัง ปศุสัตว์ 4 ตัว พื้นที่การเกษตร 8,520 ไร่ นาข้าว 2,500 ไร่ พื้นที่สวน 1,500 ไร่ รวม 11,520 ไร่ ถนน 15 สาย สะพาน 1 แห่ง ฝาย 1 แห่ง ตลิ่ง 2 แห่ง

             9.อ.วียงสา 14 ตำบล 91 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 11,250 คน 6,570 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 28 หลัง เสียหายทั้งหลัง 1 หลัง พื้นที่การเกษตร 1,000 ไร่ นาข้าว 2,000 ไร่ รวม 3,000 ไร่ ถนน 2 สาย  รวม 9 อำเภอ 54 ตำบล 349 หมู่บ้าน เกิด 1 ครั้ง ความเดือดร้อน 24,553 คน 11,065 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 คน บ้านเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง บ้านเสียหายบางส่วน 1,922 หลัง ปศุสัตว์ 6 ตัว บ่อปลา 74 บ่อ พื้นที่การเกษตร 10,833 ไร่ นาข้าว5,481 ไร่ พื้นที่สวน 1,684 ไร่ รวม 17,998 ไร่