ข่าว

จ่อเปิด'เลนรถกู้ชีพ'นำร่องราชวิถี

จ่อเปิด'เลนรถกู้ชีพ'นำร่องราชวิถี

17 ส.ค. 2559

รอง ผบช.น.สำรวจเส้นทางเปิดช่องทางพิเศษ ให้รถฉุกเฉินวิ่งส่งผู้ป่วยถึง รพ. รวดเร็วขึ้น

               เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ส.ค.59 พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย น.ส.นิยม ประสงค์สัมฤทธิ์ รอง ผอ.ด้านอำนวยการ รพ.ราชวิถี นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา ผช.ผอ.รพ.ราชวิถี หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี และเจ้าหน้าที่สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (สจส.) ลงพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้านหน้า รพ.ราชวิถี เพื่อสำรวจเส้นทางสำหรับรถกู้ชีพฉุกเฉินในการเข้าส่งผู้ป่วยมายังโรงพยาบาล ซึ่ง รพ.ราชวิถีจะเป็นต้นแบบนำร่องเปิดช่องทางเดินรถให้รถกู้ชีพฉุกเฉินใช้ในการไปถึง รพ. ได้เร็วที่สุด
               พล.ต.ต.อดุลย์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการเข้ามาตรวจสอบเส้นทางอิเมอร์เจนซี่เลน หรือ อีแอล (EL) ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับร้องเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมารถฉุกเฉินไม่ได้รับความสะดวกเนื่องจากในพื้นที่รถยนต์ รถตู้ รถแท็กซี่ รวมทั้งรถจักรยานยนต์จอด จนทำให้เมื่อรถฉุกเฉินเข้ามาถึงโรงพยาบาลแล้วไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้สะดวก บางครั้งใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ก็มีการกำหนดแผน ทั้งหมด 7 แผน ในส่วนของแผนที่เราดำเนินการรับผิดชอบนั้น จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็ร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งรพ.ราชวิถี ถือว่าเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งในกทม.มีโรงพยาบาลทั้งหมด 111 แห่ง ก็จะมีการดำเนินการเช่นเดียวกัน ในส่วนของกทม.มีพื้นที่ทั้งหมด 9 โซน รวมทั้งปริมณฑล ก็จะมี รพ.นครปฐม ซึ่งมีพื้นที่เป็นจุดวิกฤตต่างๆ ที่เข้าโรงพยาบาลยากเช่นกัน โดยจะมีการเริ่มดำเนินการพร้อมกัน
               พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบในช่วงเช้านั้น ซอยราชวิถี 13 ที่เป็นทางเข้าไปยังด้านหน้า รพ.ราชวิถี ส่วนมากจะพบรถจอด ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคล ในวันนี้สำนักงานโยธา ได้เดินทางเข้าร่วมตรวจสอบ โดยช่วงเส้นถนนราชวิถีก็จะมีกัน 2 จุด โดยจุดแรก จะดำเนินการทำเส้นทางเข้าไปปากประตูโรงพยาบาล จนถึงห้องฉุกเฉิน หรือ ห้องอีอาร์ (ER) โดยจะมีพื้นที่ อิเมอร์เจนซี่เลน ซึ่งจะมีการตีเส้นเป็นสีขาว และจะมีตรารถฉุกเฉิน ที่จะเข้าทางช่องทางดังกล่าว และจะมีการออกข้อบังคับด้านการจราจรเป็นกฎหมาย ซึ่งในช่วงที่ไม่มีรถฉุกเฉินใช้ช่องทาง อิเมอร์เจนซี่เลน ประชาชนก็สามารถขับผ่านได้ตามปรกติ แต่ถ้าหากว่ามีฉุกเฉินวิ่งมาเมื่อไรจะต้องหลีกทางให้กับเส้นทางนี้ โดยทางโรงพยาบาลจะมีไฟสัญญาณไฟฉุกเฉินด้านหน้าโรงพยาบาลเป็นจุดๆ ซึ่งจะเป็นสัญญาณไฟสีแดง ติดยาวไปจนถึงปากประตูโรงพยาบาล
               จุดที่สอง จะอยู่บริเวณใต้ด่วนดินแดง ที่จะสอดรับกับตรงด้านหน้าโรงพยาบาล ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร สำหรับผลการปฎิบัติด้านการจราจร มีอยู่ 6 ส่วน ส่วนที่ 1.จะมีการจัดอิเมอร์เจนซี่เลน 2.การเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน ภายในเส้นทาง อิเมอร์เจนซี่เลน 3.การจัดรถนำ 4.การประชาสัมพันธ์ 5.การประเมินผล และ 6.การออกข้อบังคับต่างๆ ในระยะยาวรวมทั้งการออกกฎหมาย
               ด้าน นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่เราขอความร่วมมือไปยังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน ที่เราจะทำตรงนี้คือต้องการที่จะช่วยผู้ป่วยที่เจ็บหนัก และจำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ตั้งแต่ขาไปและขากลับ ซึ่งพยายามจะทำการจัดระบบรถฉุกเฉิน ที่มีการนำรถออกไปเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเร่งด่วน เพื่อให้มีโอกาสรอดชีวิตและไม่ให้พิการ ซึ่งโรงพยาบาลก็จะเป็นจุดเป้าหมายสุดท้ายที่จะสามารถช่วยเหลือได้ ถึงแม้เราจะสามรถไปรับผู้ป่วยได้เร็วแต่ถ้าหากไม่สามารถนำมาส่งโรงพยาบาลได้ทันก็ไม่ได้เกิดผลดีอะไร ซึ่งระยะยาวเราก็ไม่สามารถทำได้หากไม่เริ่มการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้
               ทั้งนี้ พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่จะร่วมกับทหารในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีการจัดให้รถตู้ทั้งหมดไปอยู่ที่ขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ รวมทั้งหมดประมาณ 4,000 กว่าคัน ซึ่งต่อไปรถตู้โดยสารทั้งหมดจะไม่ได้อยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แล้ว ตรงนี้คือความชัดเจนและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของรถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมทั้งวินรถโดยสารต่างๆ เราก็จะมีการจัดระบบเพื่อที่จะให้สอดรับในส่วนของแผน และได้สังการให้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และสน.ต่างๆ ให้เข้าไปกำชับดูแลส่วนต่างต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการพร้อมกันได้ภายในวันที่ 6 ก.ย.นี้ และจะมีการแถลงข่าวให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้ง