ข่าว

ธปท.จับตา“บาทแข็ง”ห่วงฉุดเศรษฐกิจ

ธปท.จับตา“บาทแข็ง”ห่วงฉุดเศรษฐกิจ

17 ส.ค. 2559

ธปท.เกาะติดเงินบาทแข็งค่าเร็ว จากเงินไหลเข้ามาในหุ้นไทยและตลาดตราสารต่อเนื่อง ห่วงเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ เตือนต้องบริหารความเสี่ยงค่

             นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็ว แต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ของไทยออกมาขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้ จึงมีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการปรับตัวของภาคเอกชน รวมทั้งเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วย

              “ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีโอกาสเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดย ธปท.จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด” นางจันทวรรณกล่าวและว่าตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2559 มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรไทยแล้วกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก

               ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ปรับแนวโน้มคาดการณ์ค่าเงินบาทขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 35.50-36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่องทั้งในภูมิภาคและประเทศไทย จากผลของเบร็กซิท ดังนั้น จึงมองว่าการดูแลค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังให้มีทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาคจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการและการส่งออกโดยรวมของประเทศ

              สำหรับค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2559 เปิดตลาดที่ระดับ 34.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนแข็งค่าจนแตะระดับสูงสุดของวันที่ 34.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับแข็งสุดค่าในรอบ 13 เดือนขณะที่การซื้อขายหุ้นไทยเริ่มเทขายหุ้นทำกำไรหลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงมาปิดตลาดที่ระดับ 1,537.52 จุด ลดลง 11.39 จุด มูลค่าการซื้อรวมทั้งสิ้น 70,979.21 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 929.60 ล้านบาท

            ด้านนักวิเคราะห์มองว่า เงินบาทยังทยอยแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนในขณะนี้เริ่มเปิดรับความเสี่ยง หันมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น อีกทั้งมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว ถือว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค มองไปข้างหน้าเงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธปท.คงเข้าแทรกแซงไม่ให้เงินบาทแข็งค่ารวดเร็วนัก เพราะหากเงินบาทแข็งเกินไปก็จะกระทบต่อผู้ส่งออกซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล

         ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ กล่าวว่าค่าเงินที่ระดับ 34.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังพอรับได้ แม้ว่าจะเป็นระดับที่แข็งค่าเกินกว่าที่ผู้ประกอบการส่งออกคาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็คิดว่า ธปท. คงดูแลอยู่ไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็วเกินไป เนื่องจากหากเงินบาทแข็งค่าเกินกว่านี้ จะทำให้ผู้ส่งออกทำธุรกิจหรือส่งออกไปต่างประเทศแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้