ข่าว

อภิสิทธิ์ให้โอวาทผู้นำศาสนาร่วมมือรัฐแก้ปัญหาความไม่สงบจว.ใต้

อภิสิทธิ์ให้โอวาทผู้นำศาสนาร่วมมือรัฐแก้ปัญหาความไม่สงบจว.ใต้

10 ส.ค. 2552

นายกฯให้โอวาทผู้นำศาสนาสามจังหวัดชายแดนใต้ขอให้ร่วมมือกับรัฐแก้ปัญหาความไม่สงบ กำชับจนท.ใช้ความละเอียดอ่อนในการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ระบุ พยายามจะไม่ใช้กฎหมายความมั่นคง เชื่อสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้นหากได้ความร่วมมือ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่  10 ส.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้โอวาสแก่โต๊ะอีหม่ามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าตนมีความยินดีที่ได้ต้อนรับบรรดาโต๊ะอีหม่าม ที่ถือว่าเป็นผู้นำทางศาสนาของแต่ละชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโต๊ะอีหม่ามจะมีบทบาทสำคัญในการร่วมกันสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่จะได้มีความก้าวหน้า ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ตนเข้าใจดีว่าในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก

 นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า ตนได้รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตั้งแต่ที่ก่อนจะมาเป็นนายกฯ ซึ่งได้ทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความไม่เข้าใจ บางครั้งก็เกิดจากความไม่รู้ของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจุดประสงค์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นคืออะไร เราก็ต้องยอมรับกับการแก้ไขปัญหาที่ไม่ง่ายเหมือนการสร้างปัญหา และการที่จะแก้ไขปัญหาได้เราต้องมีแนวคิดที่มีความชัดเจน และมีกลไกที่ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมเป็นเอกภาพ ที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะทำให้ผู้ที่รับผิดชอบเกิดความท้อแท้

 “ผมได้พูดชัดตอนมาเป็นนายกฯว่า หัวใจของการแก้ไขปัญหาความรุนแรง คือความยุติธรรมและกระบวนการทางกฎหมาย ที่จริงก็เป็นการสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในเรื่องเข้าใจเข้าถึง แต่เรื่องความยุติธรรม การพัฒนา เป็นเรื่องที่พูดไม่ยากแต่ทำยาก ทำแล้วพอรู้สึกว่าได้ทำยิ่งยากกว่าเดิม เพราะทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นรูปธรรมทั้งหมด ฉะนั้นเรื่องของความยุติธรรมตั้งแต่ผมได้เข้ามาบริหารงาน ผมก็ได้พยายามทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทุกคน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า การที่เรามีบุคลากรด้านความมั่นคงในพื้นที่จำนวนมาก เชื่อว่าหลายคนคงมองถึงความจำเป็น เพราะหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆได้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับสภาพความเป็นอยู่ ด้านวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น ส่วนนี้อาจทำให้เป็นปัญหาได้

 “ผมได้กำชับทุกฝ่ายว่าให้ใช้ความละเอียดอ่อนในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็เข้าใจว่าการทำหน้าที่ตรงนั้น ถ้าเกิดความผิดพลาดแม้แต่คนๆเดียว ก็อาจจะถูกตีความให้เป็นอย่างอื่นได้ แต่ขณะนี้ผมเห็นว่าเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรืออาสาสมัคร มีความเข้าใจในส่วนนี้มากขึ้น แต่ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายได้” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้ถือกฎหมายพิเศษอยู่หลายฉบับ ซึ่งในอดีตการต่ออายุกฎหมายพิเศษนั้น จะทำโดยอัตโนมัติ แต่ตนได้กำชับว่าการต่ออายุกฎหมายพิเศษไม่ควรที่จะเป็นการต่อแบบอัตโนมัติ ที่พอเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์พ.ร.ก.จะหมดอายุก็เสนอเรื่องทำให้คณะรัฐมนตรีต้องรีบอนุมัติไปเรื่อยๆ ตนจึงบอกไปว่าถ้าจะมีการต่ออายุพ.ร.ก.อีกก็ต้องมีศึกษาข้อดีข้อเสียก่อน แต่ที่เป็นห่วงที่สุดคืออาจจะมีเจ้าหน้าที่บางคนนำกฎหมายไปใช้ แต่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นอกจากนี้ตนก็ได้กำชับไปว่าการที่หน่วยงานเป็นฝ่ายประเมินการใช้พ.ร.ก.เอง อาจจะมีความเป็นกลางน้อย ตนจึงได้มอบหมายให้นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ร่วมกับสถาบันที่เป็นกลางช่วยประเมินอีกรอบหนึ่ง

 “เมื่อได้ประเมินทุกอย่างถี่ถ้วนแล้ว ต้องถือว่าการต่ออายุพ.ร.ก.ยังไม่ความจำเป็น แต่ก็มีการสะท้อนมากขึ้นว่าการละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ ระบบการร้องเรียน คนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่กล้าที่จะไปร้องเรียน เราจึงต้องปรับปรุงระบบการร้องเรียน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ นั้น ตนได้ย้ำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินอย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกต่อประชาชน และเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใดก็ตาม ผู้กระทำต้องเป็นคนรับผิดชอบ