
รบ.เข็น5มาตรการช่วยปชช.ลดดีเซลลิตรละ2บาท
กพช.แบก 3.75 หมื่นล้านบาท เข็น 5 มาตรการอุ้มประชาชนช่วงน้ำมันแพง ลดดีเซลลิตรละ 2 บาท ตรึงก๊าซแอลพีจี-เอ็นจีวี ค่าไฟฟ้าเอฟทีถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า หนุนแท็กซี่เปลี่ยนใช้ก๊าซเอ็นจีวีติดตั้งเครื่องใหม่ให้ฟรี ชงเข้าครม.วันที่ 11 สิงหาคมนี้ คาดมีผลสัปดาห์นี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ลดการนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงานในส่วนของดีเซลลิตรละ 2 บาท พร้อมทั้งมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) รวมถึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อลดภาระประชาชน นอกจากนี้ จะมีมาตรการในการช่วยเหลือแท็กซี่ โดยสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี โดยติดตั้งเครื่องใหม่ให้ฟรี ไม่มีภาระค่าใช้จ่าย
"จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ภายในสัปดาห์นี้" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุมกพช. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม มีมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน 5 มาตรการ หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยปรับลดราคาดีเซล บี 2 ลงอีกลิตรละ 2 บาท และลดราคาน้ำมัน ดีเซล บี 5 อีกลิตรละ 40 สตางค์ พร้อมกับตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เอ็นจีวี และค่าเอฟทีในการผลิตไฟฟ้าออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 และมาตรการสนับสนุนรถแท็กซี่อีก 30,000 คัน ที่ยังไม่ได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี เพื่อให้ปรับเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวี
อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดจะมีการรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ก่อนที่ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน จะมีการประชุม และประกาศมาตรการเพื่อมีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
"การดำเนินการในมาตรการนี้ รัฐบาลจะแบกรับภาระจาก 5 มาตรการรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,528 ล้านบาท พร้อมทั้งยืนยันว่า การดำเนินการมาตรการดังกล่าว กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังจะสามารถแบกรับภาระได้ โดยหลังจากการดำเนินการ จะยังมีเงินเหลือเข้ากองทุนอีก เดือนละ 464 ล้านบาท" นพ.วรรณรัตน์กล่าว
สำหรับรายละเอียดของการใช้เงินในการดูแลราคาพลังงานวงเงิน 37,528 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานรวม 27,528 ล้านบาท เป็นการลดราคากลุ่มดีเซล 1,154 ล้านบาทต่อเดือน การดูแลราคาแอลพีจี 740 ล้านบาทต่อเดือน เป็นการชดเชยราคาส่วนต่างการนำเข้าแอลพีจีระหว่างราคาในประเทศและราคานำเข้า ที่คาดว่าจะนำเข้าประมาณ 74,000 ตัน ราคาส่วนต่างประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน การตรึงราคาเอ็นจีวี 300 ล้านบาทต่อเดือน การส่งเสริมการเปลี่ยนเชื้อเพลิงของรถแท็กซี่ฟรี 300 ล้านบาท
ส่วนการตรึงค่าเอฟที คาดว่าจะใช้เงินอีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นผู้รับภาระส่วนนี้ด้วยการออกเงินให้ก่อน ทำให้ภาระเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่แบกภาระแทนประชาชนรวม 20,000 ล้านบาท และเดิมคาดว่าจะมีการใช้หนี้คืนด้วยค่าเอฟทีภายในปลายปี 2553 ก็จะขยับเป็นการคืนเงินเสร็จสิ้นในกลางปี 2554
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของดีเซลลิตรละ 2 บาท เพราะภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ควรจะลดภาระให้ประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลต่อราคาขายปลีกในประเทศปรับขึ้น 2 บาทต่อลิตร หากรัฐบาลไม่มีมาตรการมาอุดหนุนหรือช่วยเหลือน้ำมันเบนซิน ราคาก็จะปรับอีกเป็น 33 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันตลาดโลกคงไม่ปรับมากขึ้นเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะปริมาณการใช้น้ำมันคาดว่าจะลดลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณการผลิตจากประเทศอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยพยุงไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็ตาม



