ข่าว

ไผ่ดาวดิน ยันอดข้าวจนครบฝากขัง

ไผ่ดาวดิน ยันอดข้าวจนครบฝากขัง

16 ส.ค. 2559

พ่อภูมิใจลูกอดอาหารประท้วง ต้องการแสดงให้เห็นอะไรบางอย่างในกระบวนการยุติธรรม ชี้ เป็นฝ่ายชนะ ไผ่ดาวดิน ยันไม่กินข้าวจนกว่าจะครบกำหนดฝากขัง


               16 ส.ค. 59  จากกรณีที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูเขียว จ.ชัยภูมิ ควบคุมตัวนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ดาวดิน อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาขออำนาจศาลจังหวัดภูเขียวในการฝากขัง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ฝากขัง ไผ่ดาวดิน ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ ผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 - 19 สิงหาคม 2559 เพื่อสะดวกในการสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่ง ไผ่ดาวดิน ได้แสดงเจตจำนงไม่ขอประกันตัวและประกาศอดอาหารประท้วง ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา และเข้าสู่การอดอาหารเป็นวันที่ 10 ในวันนี้ ผลจากการอดอาหารต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันทำให้ ไผ่ดาวดิน มีอาการไข้สูงและปวดตามตัว โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ ซึ่งมารดาได้ประสานทางเรือนจำอำเภอภูเขียว เพื่อนำตัวไปรักษาที่ รพ.ภูเขียว แต่ได้รับแจ้งจากผู้บัญชาการเรือนจำภูเขียว ว่า ยังไม่สามารถนำตัวออกมาได้ เพราะจะต้องรอให้แพทย์เข้าไปตรวจดูอาการก่อน และมีคำแนะนำให้ครอบครัวยื่นประกันตัว ไผ่ดาวดิน ออกไปรักษา แต่ทางครอบครัวยืนยันว่า เป็นคนละเรื่องกัน เพราะการนำตัวออกไปรักษาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้การประกันตัวเท่านั้น

               ล่าสุด พ่อของ ไผ่ดาวดิน บอกว่า ขณะนี้ทางเรือนจำได้นำตัวลูกชายออกจากที่คุมขังมารักษาที่ห้องพยาบาลในเรือนจำแล้ว หลังจากที่เมื่อวานนี้มีอาการไข้ขึ้น โดยตอนนี้ดีขึ้นแล้วแต่ยังต้องรอดูอาการที่ห้องพยาบาล และวันนี้แม่ของ ไผ่ดาวดิน พร้อมด้วยกลุ่มชาวบ้าน ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมที่เรือนจำอำเภอภูเขียว ซึ่งลูกชายยังคงยืนยันที่จะอดอาหารต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดการฝากขังผัดแรกในวันที่ 19 สิงหาคม นี้ ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 วัน ก็จะครบกำหนดตามที่ศาลได้อนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สภ.ภูเขียว ที่ระบุว่า การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขอฝากขังเป็นผัดที่ 2 ซึ่งมีระยะเวลา 12 วัน โดยตนในฐานะพ่อก็จะขอใช้สิทธิ์คัดค้านการฝากขังเช่นเดิม ส่วนลูกชายจะอดอาหารต่อไปอีกหรือไม่ยังไม่แน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง

               “สิ่งที่ไผ่ทำอยู่คือการอดอาหารประท้วง หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลา ก็แล้วแต่มุมมองว่าใครจะคิดแบบไหน แต่เรามองว่าสิ่งที่ไผ่กำลังทำอยู่คือ เขาต้องการแสดงให้เห็นอะไรบางอย่างในกระบวนการยุติธรรม หลายคนคิดว่าเขาแพ้ แต่ไม่ใช่ เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายชนะ”