
5ปี!พลิก"ดินเค็ม"31ล้านไร่!
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
เหลืออีกไม่กี่เดือนที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 จะประกาศใช้ในปี 2560-2564 ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการจัดการพื้นที่ดินเค็ม ประเดิมในส่วนพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัด
ได้แก่ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ บึงกาฬ มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู ซึ่งถือว่ามีสภาพดินเค็มระดับต่างๆ มากที่สุด กินพื้นที่ 11.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34.11 จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแพร่เกลือที่ส่งผลกระทบดินเค็มในภาคการเกษตรทั้งประเทศกว่า 31 ล้านไร่
จากการที่ได้มีการเตรียมพร้อม โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ได้จัดสัมมนาภายใต้โครงการจัดทำยุทธศาสตร์ แผนงาน/โครงการจัดการพื้นที่ดินเค็ม ที่มีธรรมาภิบาลในภาคตะวันออกเฉียงหนือตอนบน ครั้งล่าสุด ณ จ.อุดรธานี เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ประคองศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตร สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาการเกษตรของประเทศตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ว่า ประเทศไทยต้องเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก โดยเกษตรกรต้องปรับตัวเป็นการเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในระดับซูเปอร์พรีเมียม ส่วนการผลิตเชิงปริมาณนั้นควรเป็นฐานผลิตของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเริ่มพัฒนาภาคการเกษตรมากกว่า เพราะประเทศไทยได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
ส่วนปัญหาของดินเค็มในภาคอีสาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูกนั้น รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาต่อไป แต่ส่วนตัวมองว่า ในอนาคตคนจะกินข้าวน้อยลง คนรุ่นใหม่จะหันไปบริโภคอย่างอื่น อาทิ โปรตีนจากเนื้อสัตว์มากขึ้น ฉะนั้นเกษตรกรควรหันมาทางปศุสัตว์โดยเฉพาะโคเนื้อ แพะ เป็นต้น แต่ต้องแปรรูปเป็นอาหารที่สำเร็จรูป โดยเกษตรกรต้องการเกษตรแบบสมบูรณ์แบบในตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้แปรรูปและผู้จำหน่าย และผู้กำหนดราคาเองด้วย
ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ระบุว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้จัดยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เรียบร้อยแล้ว เพื่อยกคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องของการพัฒนาดินเค็ม ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อให้สถานีพัฒนาที่ดิน ทั้ง 8 สถานี ที่อยู่ในความรับผิดชอบ มาจัดทำยุทธศาสตร์จัดการดินเค็มในส่วนที่รับผิดชอบ เริ่มต้นจากการศึกษาปัญหาในแต่ละพื้นที่ ศึกษายุทธศาสตร์ของแผนชาติ และกระทรวงเกษตรฯ มาปรับทำเป็นแผนดำเนินการพัฒนาและจัดการทรัพยากรดินเค็มในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นจะนำแผน 5 ปีมาถอดเป็นแผนแต่ละปีว่าโครงการต่างๆ จะต้องดำเนินการอย่างไร
“วันนี้เป็นการนับหนึ่ง ของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 แต่ทรัพยากรดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในส่วนการรับผิดชอบของกรมพัฒนาที่ดิน ยังมีอีก 2 เขต คือ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 3 อยู่ที่ จ.นครราชสีมา และเขต 4 ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ที่จะต้องมาจัดทำยุทธศาสตร์แผนงานโครงการในจัดการพื้นที่ดินเค็ม ในเขตรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงปัญหาของดินยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นดินชะล้างพังทลาย ดินเปรี้ยว ดินพรุ ดินขาดความชุ่มชื้น ที่จะต้องแก้ปัญหาต่อไป” รองอธิบดีกล่าว
ส่วน นายุภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 บอกว่า การพัฒนาดินเค็มในพื้นที่รับผิดชอบที่จะให้สอดคล้องตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 นั้น จะต้องบูรณาการและต้องระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยให้หน่วยงานให้ความรู้เป็นพี่เลี้ยง เกษตรกรต้องร่วมมือและขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน นำดินเค็มจัดหรือเค็มปานกลาง และเค็มน้อยมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งจากการดำเนินการประสบผลสำเร็จด้วยดี เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เคยเค็มมาเพาะปลูก ที่จากเดิมบางพื้นที่ไม่สามารถปลูกอะไรได้เลย ปัจจุบันสามารถทำนา ปลูกไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ ยูคาลิปตัส สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะที่ นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาดินเค็มในภาคอีสาน จะเน้นไปที่โครงการสร้างและรูปแบบของการพัฒนามากกว่าเมื่อผ่านจุดนั้นไปแล้ว ต่อไปต้องเน้นไปที่การพัฒนาคน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเกษตรกร หลังจากพื้นที่หลายแห่งสามารถเพาะปลูกพืชกันได้แล้ว ต้องหันมาพัฒนาในด้านคุณภาพ และที่สำคัญจะต้องบูรณาการร่วมกับกรมอื่นๆ ด้วย
โดยนางปราณีกล่าวว่า การพัฒนานั้นต้องมองศักยภาพของดินเค็มด้วยว่าเราจะพัฒนาอย่างไร บางครั้งต้องดูด้วยว่าเมื่อดินเค็มมากเราจะเสริมให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพอย่างอื่นได้หรือไม่ ต้องทำงานอย่างบูรณาการกับกรมอื่นๆ อาทิ กรมปศุสัตว์ มาศึกษาด้วยกันว่า เลี้ยงเป็ดหรือเลี้ยงไก่ได้หรือไม่ หรือจะให้เกษตรกรปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ จะเป็นหญ้าสายพันธุ์ที่ปลูกในดินเค็มได้ เพื่อมาส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคแทนการเพาะปลูก
ทั้งกรมประมงมีสายพันธุ์ปลานิลที่ทนต่อน้ำเค็มได้หรือเปล่า ตอนนี้เราได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนมากขึ้น อย่างกลุ่มเอสซีจี จากเดิมที่ส่งเสริมให้ปลูกต้นยูคาลิปตัส ตอนนี้ขยายการช่วยเหลือมาทำโครงการซีเอสอาร์ ขุดบ่อน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.ขอนแก่น 6 บ่อ และที่ จ.อุดรธานีอีก 6 บ่อ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์ต่อไป” นางปราณี กล่าว
นับเป็นก้าวใหม่ของกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาดินเค็มให้ใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรได้มากที่สุดและอย่างยั่งยืนต่อไป



