
พธม.ยื่นอุทธรณ์ขอศาลรับฟ้องคดีนายกฯ-สุเทพ-ผบ.ตร.
ไชยวัฒน์ "แกนนำแนวร่วมพธม. ยื่นอุทธรณ์ขอศาลรับฟ้องคดี นายกฯ อภิสิทธิ์เทพเทือกผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กลั่นแกล้งให้รับโทษอาญา สั่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแรง ก่อการร้ายปิดสนามบิน พร้อมรอฟังคำสั่งรับอุทธรณ์หรือไม่ ภายใน 3 วัน ขณะที่ไชยวัฒน์ ยังเดิ
(10 ส.ค.) ที่แผนกอุทธรณ์ – ฎีกา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมด้วย นายณัฐพร โตประยูร ทนายความ เดินทางมายื่นอุทธรณ์ กรณีที่ศาลอาญา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา ไม่รับฟ้องคดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นจำเลยที่ 1 - 3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.91, 157 และ 200 กรณีมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกโจทก์กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ในข้อหาก่อการร้ายจากการชุมนุมปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เมื่อ ปี 2551 ซึ่งรุนแรงเกินความจริง
โดยคำสั่งที่ศาลอาญาไม่รับฟ้องคดีดังกล่าว ระบุว่า การที่ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกและตั้งข้อหาโจทก์ตามฟ้อง เป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา และอำนาจการสอบสวนเป็นอำนาจแยกต่างหากจากอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และอำนาจการควบคุมดูแลและกำกับการปฏิบัติตลอดจนกำหนดนโยบายตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ทั้งนี้นายไชยวัฒน์ ยื่นอุทธรณ์ สรุปว่า ก่อนที่พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส จะเข้าทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน จะต้องได้รับแต่งตั้งและมอบหมายจาก พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร. จำเลยที่ 3 ไม่ใช่กรณีที่ พล.ต.ท.วุฒิ จะกระทำได้เพียงลำพัง ขณะที่การทำหน้าที่ของ พล.ต.ท.วุฒิ ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และนายสุเทพ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง จำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) , พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 6 (2) , 16 , 17 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน พ.ศ.2544 ข้อ 8
นอกจากนี้ การที่ตั้งข้อกล่าวหาโจทก์ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ มาตรา 135/1 นั้น พฤติการณ์ที่พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานมาแล้วแจ้งข้อหาโยใช้คำว่า “ ร่วมกันกับพวก ” ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าร่วมการเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. – 3 ธ.ค.51 แต่อย่างใด ดังนั้นการออกหมายเรียกโจทก์ว่ากระทำความผิดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสอง ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในคดีหมายเลขดำ อม.1/2550 ว่า “ นายก ฯ มีอำนาจกำกับทั่วไปในหน่วยงานของรัฐ ทั้งในส่วนของการปฏิบัติราชการ ด้านกำกับดูแล ทำหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ และมีอำนาจมอบหมายให้รองนายก ฯ ปฏิบัติหน้าที่แทน...” ซึ่งคดีนี้ เป็นคดีอาญาเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจำเลยทั้งสามรับรู้จากสื่อมวลชน และรายงานพนักงานสอบสวนมาโดยตลอด แต่ก็ยังละเลยไม่ควบคุมให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย เหมือนกรณีการลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ฯ ซึ่งจำเลยที่ 1 - 2 ยังเข้าไปกำกับและสั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งดำเนินคดี แต่คดีของโจทก์ กลับปล่อยปะละเลย
ดังนั้นการที่ศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้องคดีโจทก์โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายจากพยานหลักฐานของโจทก์อย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 40 (2) ในสิทธิขั้นพื้นฐานการนำเสนอข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรม โดยคดีนี้โจทก์ มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ไม่ได้กระทำผิดตามที่ พล.ต.ท.พัสวุฒิ กล่าวหาและออกหมายรียก โจทก์ จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา หรือ คำสั่งกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้รับฟ้องคดีโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป
โดยศาลรับคำอุทธรณ์ไว้ เพื่อพิจารณาว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่
ภายหลังเสร็จการยื่นอุทธรณ์นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคดีไว้พิจารณา เช่นเดียวกันกับคดีที่ตนได้ยื่นฟ้องพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตาม ป.อาญา ม. 200 ตั้งข้อหาตนกระทำผิดฐานก่อการร้ายซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ซึ่งคดีรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 24 ส.ค.นี้
นอกจากนี้ นายไชยวัฒน์ ยังระบุ ด้วยว่า ขณะนี้มอบให้ทนายความ ร่างคำฟ้องคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย กับ สตช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่เคยควบคุมตนคดีที่ถูกออกหมายจับร่วมกับ 9 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตร ฯ ในการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลอีกด้วย เนื่องจากการถูกจับคุมขัง เป็นการละเมิดทำให้ตนสูญเสียอิสรภาพ
ด้านนายณัฐพร โตประยูร ทนายความของนายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากพิจารณาเห็นว่าทั้ง 3 เป็นฝ่ายบริหารไม่เกี่ยวกับการจัดการคดี แต่ที่จริงแล้วคดีนี้เป็นคดีการเมือง ดังเช่นคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และ ผบ.ตร. รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด อีกทั้งการกระทำของนายไชยวัฒน์ ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย จึงขอยื่นอุทธรณ์ทั้งเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำสั่งว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ ภายใน 3 วัน



