
อาหาร กำหนดชะตาผู้นำมะกันคนใหม่
ว่ากันว่าชีสสวิสเคยทำให้จอห์น แคร์รี่อดนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐมาแล้วคราวนี้ ไก่ทอดเคเอฟซีบนเครื่องบินสุดหรูของโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำให้เขาพลาดเข้าทำเนียบขาวหรือไม่
อาหารที่นักการเมืองรับประทานกลายเป็นปัจจัยในการสื่อสารไปยังประชาชนผู้กุมเสียงเลือกตั้งได้อย่างชัดเจน ถึงตัวตนที่แท้จริงของนักการเมืองผู้นั้น
นายแดน พาชแมน ผู้จัดรายการสปอร์คฟูล (Sporkful) ที่สตูดิโอดับเบิลยูเอ็นวายซี กล่าวว่าอาหารเป็นเครื่องสื่อสื่อสารชนิดหนึ่งของนักการเมืองไปถึงประชาชน ถึงวิธีการเข้าถึงนักการเมืองผู้นั้น ซึ่งถ้านักการเมืองล้มเหลวในเรื่องอาหาร ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายได้ในที่สุด
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2559 นี้ ที่การกินอาหารของผู้ชิงตำแหน่ง กลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สามารถชี้ชะตาว่าเทพธิดาแห่งชัยชนะจะเข้าข้างตัวแทนจากพรรคเดโมแครต หรือ พรรครีพับลิกัน
นางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งตัวแทนพรรคเดโมแครตจะได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หรือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ในฐานะตัวแทนพรรครีพับลิกันจะคว้าชัย ปัจจัยส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการกินอาหารของผู้ชิงตำแหน่งแต่ละคน
เธอได้ชื่อว่าเป็นคนที่ชอบรับประทานพริกเผ็ดๆอย่างน้อย 1 เม็ดต่อวันเพื่อเสริมสร้างความมีสติในการทำงานในวันนั้นๆให้กับตนเองแต่ก็ไม่เคยเผยภาพหลุดระหว่างรับประทานพริกเผ็ดๆออกสู่สายตาประชาชนสักที เธอบอกว่าคงเป็นเรื่องพลึกที่โชว์การกินพริกต่อหน้าสื่อและสื่ออาจจะได้ภาพตลกๆกลับไป
ขณะที่นายทรัมป์ เปิดเผยจุดยืนที่ชัดเจนว่าตนเองเป็นคนที่ชอบอาหารฟาสท์ฟู้ด ทั้งยังเคยโพสท์ภาพตนเองกำลังนั่งหม่ำไก่ทอดแบรนด์ยอดนิยมด้วยชุดมีดและส้อมสุดหรูบนเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว
แม้นายทรัมป์จะพยายามทำตัวเป็นคนธรรมดาๆทั่วไป ด้วยการนำเสนอภาพการรับประทานอาหารฟาสท์ฟู้ด ทั้งยังพยายามเอาใจชาวอเมริกันกลุ่มฮิสแปนิก (ชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกา) ด้วยการเสนอภาพการรับประทานทาโก้ (แผ่นแป้งคล้ายโรตีห่อไส้เนื้อสัตว์กับผัก) แต่ก็พลาดพลั้งทวิตข้อความประกอบภาพนั้นว่า “ทาโก้ที่ดีที่สุดมาจากร้านทรัมป์ ทาวเวอร์ กริล ผมรักชาวฮิสแปนิก” หวังว่าจะได้ใจชาวอเมริกัน-เม็กซิกันไปเต็มๆ
แต่ผลปรากฏว่าชาวอเมริกัน-เม็กซิกันกลุ่มนี้กลับมองว่ามหาเศรษฐีผู้ใช้แรงงานคนนี้กำลังดูถูกพวกเขา เหยียดหยามเชื้อชาติ และ ดูถูกการที่มีรากเหง้ามาจากผู้อพยพจากดินแดนทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา
พาชแมนอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า “ข้อความเดียวกันสื่อได้ถึงทุกสิ่ง” “ทั้งอวดอ้างว่าตนเองยิ่งใหญ่ในแบบที่คนอื่นเทียบเทียมไม่ได้ ดูถูกผู้อื่น หรือ วัฒนธรรมของชนชาติอื่น แม้จะพยายามทำให้ผู้ที่อยู่ต่างวัฒนธรรมนั้นรักและเข้าใจตน”
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่เคย “พลาด” อย่างมากเช่นนี้มาแล้ว คือ นายจอห์น แคร์รี่ ตัวแทนพรรคเดโมแครตที่ลงชิงชัยแข่งขันกับนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2547 เมื่อเขาไปหาเสียงที่รัฐฟิลลาเดลเฟีย รัฐที่ได้ชื่อว่าอยู่ในกลุ่ม สวิง สเตท (Swing State) ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ปักใจลงคะแนนให้กับผู้สมัครจากพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก และ พร้อมที่จะเทคะแนนให้กับผู้ที่หาเสียงได้โดนใจมากที่สุด
นายแคร์รี่ เผลอสั่งชีสสวิส มารับประทาน ทั้งที่รัฐฟิลลาเดลเฟียมีชื่อเรื่องชีสฟิลลาเดลเฟียที่มีการผลิตภายในรัฐและเป็นของขึ้นหน้าขึ้นตาของรัฐทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาแห่งนี้
นายพาชแมนอธิบายว่า ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้นายแคร์รี่กลายเป็นคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับชีสในรัฐแห่งชีส และทำให้ภาพลักษณ์ของเขากลายเป็นคนหยิ่ง ไปในสายตาของฟิลลี่ (ชื่อเล่นของชาวฟิลลาเดลเฟีย) ผลที่ปรากฏในครั้งนั้นคือ นายแคร์รี่ ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากชาวฟิลลี่ แต่นายบุช กลับได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ให้เข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ



