
หมายเรียก7พนักงานเทศบาลบ้านไผ่สอบ1เดือนสรุป
ตำรวจ สภ.บ้านไผ่ ออกหมายเรียก 7 พนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ เข้าให้ปากคำกรณีร่วมกับหมอเปรมแก้ผ้านักข่าว ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการภายใน 1 เดือน
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2559 ที่สถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และ พ.ต.อ.จำรัส จันแดง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่นักข่าว 5 สำนัก แจ้งความดำเนินคดีกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ข้อหาร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใดหรือจำยอมคิดสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงของผู้ถูกข่มขืนใจ และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดๆให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กระทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
ภายหลังการประชุม พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในทางคดีว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพนักงานเทศบาลเมืองไผ่ จำนวน 7 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหาให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ หลังจากนั้นจะรอประวัติของผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งมีทั้งนายแพทย์เปรมศักดิ์และพนักงานเทศบาลฯทั้ง 7 คน เพื่อใช้ในการประกอบสำนวนเพื่อสรุปส่งอัยการ นอกจากการสอบปากคำแล้วต้องรอผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่ได้ส่งไปตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ รวมทั้งกล้องถ่ายภาพ อีก 3 ตัว ซึ่งคาดว่าสำนวนทั้งหมดจะแล้วเสร็จและส่งให้อัยการได้ภายใน 1 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผลการตรวจกล้องวงจรปิดจะส่งกลับมารวดเร็วแค่ไหน หากผลการตรวจสอบกล้องปรากฎว่าภาพจากกล้องวงจรปิดไม่สามารถใช้การได้ ก็จะใช้ พยานบุคคล ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด ในการสรุปสำนวน ซึ่งไม่มีปัญหาเพราะเป็นเพียงองค์ประกอบที่ทำให้สำนวนมีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่านั้น และถึงแม้ก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก็ไม่มีผลในทางคดี เพราะจะต้องดูจากพยานหลักฐานที่มี
ด้าน พ.ต.อ.จำรัส จันแดง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ บอกว่า การแจ้งข้อกล่าวหาต่อพนักงานเทศบาลทั้ง 7 คน เป็นข้อหาเดียวกันกับนายแพทย์เปรมศักดิ์ หลังจากนี้จะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา โดยยังไม่มีการระบุวันชัดเจน แต่คาดว่าจะนัดมาภายในสัปดาห์นี้ส่วนการตรวจสอบกล้องถ่ายภาพที่ผู้สื่อข่าวทั้ง 5 คน ได้ร่วมกันชี้ภาพที่ระบุว่า เป็นกล้องที่ใช้ถ่ายภาพในระหว่างที่พนักงานเทศบาลฯ ร่วมกันถอดกางเกงผู้สื่อข่าวในวันเกิดเหตุ ได้ส่งไปตรวจสอบแล้วทั้งหมด 3 ตัว จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีเพียงภาพถ่ายปกติทั่วไป ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนคดีที่นายแพทย์เปรมศักดิ์ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 5 ล้านบาท จากสมาชิก สภาเทศบาล ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนซึ่งแยกเป็นอีกหนึ่งคดี
เตรียมสอบเชิงลึกภาพหมอเปรมแต่งเด็ก
ส่วนความคืบหน้าหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ตั้งขึ้นมาตรวจสอบกรณีดร.นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ถอดกางเกงผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ประจำจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการฯได้สรุปเรื่องแล้วพบว่ามีมูลความผิดนั้น
นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงความคืบหน้าว่า หลังจากที่ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้บริหารท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2554 ตอนนี้คณะกรรมการสอบสวนวินัย ได้มีการกำหนดประเด็นในการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว หลังจากที่ได้ตรวจสอบสำนวนที่ได้รับจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่ผ่านมา โดยได้มีการดูข้อเท็จจริงในรายละเอียดทุกประเด็น ตั้งแต่เรื่องภาพถ่ายที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง ซึ่งมีการสรุปไว้ในสำนวนการสอบสวนอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้การสอบสวนของคณะกรรมการชุดใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้น ส่วนระยะเวลาในการสอบที่กำหนดไว้ 120 วันนั้นเป็นเพียงกรอบการทำงานตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งหากคณะกรรมการสามารถทำงานได้เร็วกว่าก็สามารถทำได้ เพราะการทำงานเรื่องนี้ก็จะต้องดำเนินงานให้รวดเร็วอยู่แล้ว
โดยหลังจากนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ ว่าจะเรียกใครมาสอบสวนก่อนบ้าง หลังจากที่ได้ดูสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการชุดเดิมที่มีปลัดจังหวัดเป็นประธาน หลังจากที่เรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบสวน จนพบว่ามีเรื่องดังกล่าวมูลความจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ไม่มีใครมาสั่งการได้ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งที่บ่งชี้ให้เชื่อว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงก็คือ การเข้ามาให้ข้อมูลของแต่ละฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็อ้างบุคคล โดยคณะกรรมการก็เอาข้อเท็จจริงของบุคคลมาพูดกัน มาดูว่าแต่ละฝ่ายแต่ละคนพูดอะไรและในช่วงเกิดเหตุบุคคลนั้นอยู่ที่ไหน ดูพฤติกรรมผู้เสียหาย เช่น การไปแจ้งความร้องทุกข์ การดูประจักษ์พยาน อย่างเช่น ภาพถ่าย พยานในที่เกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุ ก็จะนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายให้การมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
ส่วนกรณีภาพถ่าย ก็ได้นำมาตรวจสอบ ทั้งในชั้นของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีปลัดจังหวัดเป็นประธาน โดยได้มีการสอบถามจากผู้รู้ เช่น ปราชญ์ และวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งจะทำให้น้ำหนักของการให้ข้อเท็จจริงมีความเป็นไปได้และเป็นไปในทางใด แม้ล่าสุด นพ.เปรมศักดิ์ จะออกมาระบุว่า ภาพถ่ายนั้นเป็นพิธีในการขอรับบุตรบุญธรรม ก็เป็นสิทธิของ นพ.เปรมศักดิ์ แต่ในส่วนของคณะกรรมการฯ มีทั้งผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมก็ได้ให้ปากคำเหมือนกัน สิ่งที่ นพ.เปรมศักดิ์พูดก็อาจจะถูก 1 ใน 4 แต่ยังมีอีก 3 ส่วนที่ไม่ใช่ ก็ต้องดูกันอีกครั้ง แต่เราดูแล้ว 3 ส่วน โดยจากวัตถุพยานในภาพถ่ายมันเป็นไปตามที่ นพ.เปรมศักดิ์พูดหรือไม่ เช่น การนั่ง สิ่งของที่วางอยู่ในพิธี และประจักษ์พยานอื่นๆ ไม่ใช่เพียงว่า นพ.เปรมศักดิ์พูดอะไรหรือใครเห็นภาพแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรคงไม่ใช่ ซึ่งขะมีวัตถุที่เป็นองค์ประกอบของภาพที่จะอธิบายข้อเท็จจริงได้อีก ฉะนั้นสิ่งที่จะยืนยันได้ในชั้นนี้คือวัตถุพยาน ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดใหม่ได้สอบสวนในขั้นตอนต่อไป



