
สุขกาย-สบายใจฉบับ ผู้หญิง
เงินทองต้องรู้ : สุขกาย-สบายใจฉบับ ผู้หญิง : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ก่อน “วันแม่” สำหรับลูกๆ ที่อยากหาของขวัญให้ “คุณแม่” หรือสามีที่อยากหาของขวัญให้ภรรยา ในฐานะ “แม่คุณ” ว่า ปัจจุบันนี้ รูปแบบของ “ของขวัญ” ที่จะให้แก่คนพิเศษในโอกาสพิเศษนั้นหลากหลายและเก๋ไก๋มาก โดยเฉพาะ “ของขวัญ” ที่สามารถมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง อย่านึกถึงแค่กระเป๋าแบรนด์เนม เพชรหรือทองเท่านั้น เพราะหุ้น กองทุนรวม พันธบัตร หรือแม้แต่ “นาฬิกา” ก็เพิ่มมูลค่าในอนาคตได้เช่นกัน
แม้จะผ่านเลยวันแม่มาแล้ว แต่เนื่องจากงานนาฬิกา “สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2016” ซึ่งจัดขึ้นที่สยามพารากอน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ก็เลยต้องแจ้งเพื่อทราบสำหรับคนที่สนใจ โดยเฉพาะคนที่คิดว่า การลงทุนใน “นาฬิกา” ยังเวิร์กอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ ดร.เชษฐา ส่งทวีผล นักสะสมนาฬิกา บอกว่า ถึงแม้ช่วงนี้เศรษฐกิจจะค่อนข้างผันผวน ทำให้นักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุน แต่นาฬิกาซึ่งเปรียบเสมือนได้กับเครื่องประดับนั้น ยังเป็นสิ่งที่สามารถลงทุนได้ เพราะราคานาฬิกาไม่ได้ผันผวนตามเศรษฐกิจ แต่นาฬิกาจะปรับราคาขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปี ปีละประมาณ 3-5%
“สำหรับคนที่ต้องการลงทุนกับนาฬิกา สามารถเชื่อมั่นได้ว่า ราคาไม่ตกอย่างแน่นอน ส่วนนาฬิกาที่เหมาะกับการลงทุน แนะนำให้เลือกซื้อนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อน ยิ่งซับซ้อนมาก ราคายิ่งสูง เพราะนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนนั้นประดิษฐ์ยาก และโดยมากจะเป็นงานแฮนด์เมด ไม่สามารถใช้เครื่องจักรผลิตได้ เป็นกลไกที่มีความแม่นยำ และคนที่จะสามารถประดิษฐ์ได้นั้นต้องเป็นคนที่มีฝีมือมากประสบการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มีราคาสูง ส่วนตัวที่ชอบสะสมนาฬิกานั้น เพราะนอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว นาฬิกายังเป็นเครื่องประดับคู่กายที่ขาดไม่ได้ และสามารถเก็บส่งต่อเป็นมรดก ให้ลูกหลานได้”
นอกจากส่งต่อ “ของขวัญ” ที่เพิ่มมูลค่าในอนาคตได้แล้ว การส่งต่อ “สุขภาพที่ดี” เพื่อความสุขกาย-สบายใจของ “ผู้หญิง” ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะผู้หญิงมักจะใส่ใจกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยหลงลืมหรือมองข้ามการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง
มีข้อมูลที่น่าสนใจจากบริการ K-Expert ของธนาคารกสิกรไทย ที่ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2559 ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยโดยรวม จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 344,000 ล้านบาท ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น หรือปัญหาด้านสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้น “ผู้หญิง” ก็ควรที่จะเตรียมตัวรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาคือ จะเลือกซื้อ “ประกัน” อย่างไรให้เหมาะกับ “ผู้หญิง”
บริการ K-Expert แนะนำให้เลือกซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้ต้องเผชิญกับปัญหาการแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการรักษาพยาบาล โดยแนะนำให้เลือก ประกันคุ้มครองการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของผู้หญิงได้ ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้าม โดยทั่วไปความคุ้มครองจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ คุ้มครองขณะตั้งครรภ์ เช่น ทารกในครรภ์เสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนด หรือการผ่าตัดเนื่องจากภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก และ คุ้มครองหลังการคลอดบุตร เช่น คุณแม่หรือทารกเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด ทารกมีโรคประจำตัวแต่กำเนิด เป็นต้น
ประกันสุขภาพที่ควรเลือกอีกประเภท ได้แก่ ประกันโรคร้าย เพราะจากสถิติการเสียชีวิตของคนไทยพบว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจาก 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ยิ่งใครที่มีคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีประวัติการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ก็ยิ่งควรทำ เพราะค่ารักษาครั้งหนึ่งอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ถ้ามีเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อการเงินได้ ซึ่งประกันโรคร้ายแรงก็มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางแบบคุ้มครองเฉพาะโรคมะเร็ง บางแบบคุ้มครอง 4-5 โรค หรือบางแบบคุ้มครองถึง 40 หรือ 50 โรคร้ายแรง ซึ่งแบบที่ให้ความคุ้มครองหลายโรคจะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่าแบบที่คุ้มครองเพียงไม่กี่โรคเท่านั้น
สิ่งสำคัญ คือ ควรพิจารณารายละเอียดความคุ้มครองจากกรมธรรม์อย่างรอบคอบ เช่น ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งเฉพาะระยะลุกลาม หรือคุ้มครองมะเร็งทุกระยะ และในส่วนของประกันสุขภาพโรคร้ายแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความคุ้มครอง 30-40 โรคร้ายแรง ในบางกรมธรรม์เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งแล้ว เมื่อบริษัทประกันจ่ายเงินชดเชยให้ จะถือว่าความคุ้มครองสิ้นสุดลงทันที แต่บางกรมธรรม์ยังคงให้ความคุ้มครองสำหรับโรคร้ายแรงอื่นๆ อยู่
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำในการพิจารณาทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม ระหว่าง “ซื้อแบบแยกค่าใช้จ่าย” หรือ “ซื้อแบบเหมาจ่าย” และ “ซื้อเฉพาะคุ้มครองผู้ป่วยใน” หรือ “ซื้อเพิ่มเติมผู้ป่วยนอก”
กรณี “ซื้อแบบแยกค่าใช้จ่าย” หรือ “ซื้อแบบเหมาจ่าย” มีคำแนะนำว่า ให้พิจารณาว่า หากแต่ละครั้งที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมากนัก ให้เลือกทำประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย โดยดูว่าโรงพยาบาลที่คาดว่าจะเข้ารับบริการเมื่อเจ็บป่วยนั้น มีค่าห้องเท่าไร เพื่อเลือกซื้อวงเงินค่าห้องของแบบประกันให้สอดคล้องกัน แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายรายการใดที่เกินวงเงิน ก็ต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นเพิ่มเติมเอง โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับค่าห้อง
แต่ในกรณีที่ต้องการได้รับความคุ้มครองจากประกันให้ครอบคลุมค่ารักษามากที่สุด ให้เลือกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะเหมาะกว่า อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพแบบนี้อาจมีค่าเบี้ยประกันที่สูง เนื่องจากไม่มีการจำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการ และบางกรมธรรม์อาจกำหนดวงเงินสำหรับค่ารักษาบางรายการ เช่น ค่าห้อง โดยถ้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีค่าห้องสูงกว่าที่กำหนดในกรมธรรม์ จะต้องจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองด้วย หรืออาจจะซื้อประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้นก็ได้
กรณี “ซื้อเฉพาะคุ้มครองผู้ป่วยใน” หรือ “ซื้อเพิ่มเติมผู้ป่วยนอก” ประกันสุขภาพโดยทั่วไป จะคุ้มครองค่ารักษากรณีที่เป็นผู้ป่วยใน คือ สามารถเบิกเคลมค่ารักษาจากประกันได้เมื่อมีการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ส่วนความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยนอก แบบที่ไม่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล หรือการรักษาตามคลินิกทั่วไป มักต้องซื้อเพิ่มเติม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อครั้งมักไม่สูงนัก แต่โดยส่วนใหญ่ เรามีโอกาสเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้บ่อยกว่าการเจ็บป่วยแบบที่ต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ถ้ารวมค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งเข้าด้วยกันแล้ว อาจเป็นจำนวนเงินที่สูง ดังนั้น ถ้ามองว่าตัวเองมีโอกาสเจ็บป่วยบ่อย ควรซื้อความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกไว้ด้วย แม้ว่าต้องจ่ายค่าเบี้ยสูงขึ้น แต่ช่วยเพิ่มความคุ้มครอง
ถ้าสังเกต จะพบว่า ที่ผ่านมา “เงินทองต้องรู้” หลีกเลี่ยงเขียนถึงประกันชีวิตประกันสุขภาพมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่สนับสนุน แต่เพราะเงื่อนไขเยอะ และแต่ละกรมธรรม์มีความซับซ้อนสูง แต่พอ K-Expert มีคำแนะนำเป็นที่ “หลักคิด” แบบกลางๆ แต่ใช้งานได้จริง ตรองแล้วเห็นเป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งยาก ก็นำมาฝาก ส่วนที่เหลือ เป็นเรื่อง ‘จำเป็น’ เฉพาะบุคคล และเป็นเรื่อง ‘สมัครใจ’ ล้วนๆ
-----------------------
(เงินทองต้องรู้ : สุขกาย-สบายใจฉบับ ผู้หญิง : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



