
เปิดโลก‘นวัตกรรม’ภาคเกษตรไทยสู่ความท้าทายที่ยั่งยืน
โดย - สุรัตน์ อัตตะ
สมาคมอารักขาพืชไทยร่วมครอปไลฟ์เอเชียจัดเสวนา “ความท้าทายของเกษตรกรในภูมิภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก” บนภารกิจผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก ภายใต้ต้นทุนที่สูงขึ้น ของรอยต่อยุคออแกนิกเฟื่อง ตัวแทนอียูย้ำจุดเปลี่ยนสำคัญเกษตรกรต้องพร้อมเปิดรับนวัตกรรมการเกษตรเพื่อการเพิ่มผลิตภาพที่ยั่งยืน
วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า การจัดงาน “ความท้าทายใหม่ของเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ครั้งนี้เพื่อเปิดเผยข้อมูลที่ครอปไลฟ์เอเชียดำเนินกิจกรรมส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อเทคโนโลยีเพื่อการผลิตทางการเกษตรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ให้สามารถแข่งขันได้ ภายใต้เงื่อนไขการค้าสากล หลังได้ข้อสรุป 8 ความท้าทายที่เกษตรกรกำลังเผชิญหน้า ได้แก่ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากร โดยตัวเลขขององค์การสหประชาชาติระบุว่าในปี 2015 ประชากรโลกมีถึง 7,300 คน และคาดว่าจะเพิ่มถึง 9,000 ล้านคนในปี 2050 ในจำนวนดังกล่าวองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติประมาณว่าเป็นประชากรที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังอยู่ 800 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก
“ในขณะที่พื้นที่การเกษตรน้อยลงต่อเนื่อง ภัยธรรมชาติ ความต้านทานต่อโรคและแมลงของผลิตผลทางการเกษตรที่ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เทคโนโลยีทางการผลิตใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และสุดท้ายคือ เทรนด์การบริโภคที่กำลังมุ่งสู่เส้นทางของออแกนิก ล้วนเป็นบททดสอบที่ยากยิ่งหากเกษตรกรยังต้องเดินหน้าสู่ธงความมั่นคงทางด้านอาหาร เกษตรเชิงเดี่ยวไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนของเกษตรกร ความรู้เรื่องการเกษตรผสมผสาน หรือไอพีเอ็ม เป็นการสร้างความสมดุลให้พื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพเกษตรกร เพราะการใช้ทั้งเกษตรเคมีและชีวภาพด้วยกันนอกจากความสมดุลแล้วยังหมายรวมถึงการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย”
ขณะที่ ดร.นาโอกิ โมโตะยามา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยชิบะ อดีตกรรมการสมาพันธ์การขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชประเทศญี่ปุ่น สะท้อนข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมของภาคเกษตรในประเทศญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีรูปแบบการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ขยายตัวด้วยลักษณะพื้นที่เป็นเกาะมีความจำกัด ทำให้สินค้าทางการเกษตรมุ่งผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก หรือหากส่งออกก็เป็นสินค้าพรีเมียม ภาครัฐจึงให้ความสนใจเกี่ยวกับสารเคมีตกค้างค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ดังนั้นตัวเกษตรกรจึงต้องเรียนรู้นวัตกรรมทางการเกษตรตลอดเวลา วิธีที่ได้รับความนิยมคือไอพีเอ็ม ที่นำทั้งวิทยาศาสตร์และชีวภาพใช้ผสมผสานกัน และเกษตรกรญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารอารักขาพืชร่วมด้วยในการผลิตเพราะแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตรเป็นตัวแปรหนึ่ง
“เกษตรกรพบว่าการใช้สารอารักขาสะดวกกว่า หากเรียนรู้วิธีการใช้ให้ถูกช่วง วัยของพืชแต่ละชนิด หรือโรคแมลงที่รบกวนพืช ตลอดจนวิธีการใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภค เพราะนอกจากปัญหาขาดแคลนแรงงานแล้วพื้นที่เพาะปลูกจำกัด และฤดูกาลที่เอื้อต่อการเพาะปลูกยังน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนประชากรของญี่ปุ่น” ดร.นาโอกิ อธิบาย
ดร.นาโกอิ ยอมรับว่าการอารักขาพืชนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความเข้าใจของเกษตรกรต่อวิธีการเรียนรู้นวัตกรรมเพื่อการผลิตทางการเกษตรใหม่ๆ รวมถึงความเข้าใจต่อการเลือกใช้สารอารักขาพืชให้ตรงกับโรค แมลง ในจังหวะที่เหมาะสม และการใช้ภายใต้มาตรฐานสากลที่ระบุข้างฉลาก ขณะเดียวกันขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนสารเคมีนั้นจะอยู่ภายใต้คณะกรรมการความปลอดภัยด้านอาหารสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไข รวมถึงรูปแบบ วิธีการขึ้นทะเบียน และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ต่างๆ แก่ผู้ผลิตหรือนำเข้ารับทราบ
“นั่นเป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับความรู้ของเกษตรกรที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการผลิตใหม่ๆ ของการเกษตร ทั้งเรื่องความปลอดภัยของตัวเกษตรกรเอง ชุมชน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค ตลอดจนเงื่อนไขทางการค้าสากล เพราะผลิตภัณฑ์อาหารของญี่ปุ่นได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลกในแง่ของคุณภาพความปลอดภัย” ดร.นาโอกิ ย้ำ
ด้าน ศ.ดร.เดวิด ซารุค ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารความเสี่ยงนโยบายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและที่ปรึกษาด้านจริยธรรมของคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป ยังเปิดเผยถึงความท้าทายใหม่ที่เกษตรกรทั่วโลกภายใต้วาทกรรมที่เรียกว่า “ออแกนิก” โดยย้ำว่าเป็นเทรนด์ความปลอดภัยด้านอาหารในทศวรรษหน้า แต่ภาระหนักของเกษตรกรยิ่งกว่าการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ยังรวมถึง เกษตรกรต้องพร้อมเปิดรับข้อมูลและแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อการผลิตของตน ขณะเดียวกันเกษตรกรยุคปัจจุบันนอกจากต้องเรียนรู้ต่อหน้าที่การผลิตตัวเองแล้วยังต้องวิเคราะห์แยกแยะที่มาของข้อมูลอย่างมีเหตุมีผลบนการเดิมพันของอาชีพตนอีกด้วย
นับเป็นอีกก้าวความท้าทายของเกษตรกรไทยในการเพิ่มผลผลิตเพื่อเลี้ยงประชากรโลก ภายใต้การอารักขาพืชร่วมกับกระบวนการผลิตอย่างถูกวิธี
.....................................................................



