
อัดแน่นความรู้เพื่อผู้ป่วยภูมิแพ้
เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “Allergy Expert” ช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ วินิจฉัยโรคและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางจมูกและผิวหนัง
โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ อาทิ ฝุ่น ควัน ละอองเกสรดอกไม้ ควันบุหรี่ ขนสัตว์ อาหารบางชนิด แล้วไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น คันจมูก จาม น้ำมูกไหล และคัดจมูก ที่สร้างความรำคาญ ทำให้ไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน จนถึงมีอาการรุนแรง เช่น หอบหืด ซึ่งทำให้หายใจลำบาก และอาจอันตรายถึงชีวิตได้ เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK ผู้ค้นคว้าวิจัยพัฒนายาและวัคซีนระดับโลก จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นในชื่อ “Allergy Expert” สำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์นำไปใช้ฟรี โดยแอพพลิเคชันนี้จะช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลแนวทางเบื้องต้นในการวินิจฉัยโรคและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางจมูกและผิวหนังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแล้วทั้งในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส
ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ นายกสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย เห็นถึงคุณประโยชน์ของแอพพลิเคชั่น Allergy Expert ที่จะเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนความรู้และปรึกษาหารือในปัญหาต่างๆ และวิชาการอันเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ จึงอนุญาตให้นำแนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้ของสมาคมมาเผยแพร่ในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ เภสัชกร และพยาบาล เข้าถึงข้อมูลแนวทางเบื้องต้นในการวินิจฉัยโรค การดูแลรักษา รวมถึงเทคนิคและวิธีการใช้ยาแก่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางจมูกและผิวหนังได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและจะสามารถบรรเทาความทุกข์ของผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก เพราะโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
“ประเทศไทยมีแนวโน้มของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ซึ่งในไทยมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 50 ของเด็กโต รองลงมา คือ ผื่นลมพิษจากการแพ้อาหาร แพ้ยา หรือการติดเชื้อ ประมาณร้อยละ 27 โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ประมาณร้อยละ 25 โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้หรือภูมิแพ้ออกตา ประมาณร้อยละ 21 โดยผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง คันและเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อยๆ โรคแพ้อาหาร มีประมาณร้อยละ 11 โรคหอบหืดหรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ มีประมาณร้อยละ 7 และสุดท้าย แพ้ยา ประมาณร้อยละ 5 ซึ่งคนหนึ่งคนสามารถเป็นโรคภูมิแพ้ได้หนึ่งชนิดหรืออาจหลายชนิดร่วมกัน และถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่ใช่โรคติดต่อและส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยเกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต หรืออาจเสียบุคลิกภาพและเกิดความอับอายจากอาการแพ้ เช่น การกระแอม ไอ จาม มีน้ำมูกตลอดเวลา หรือการขยี้ตาและกรอกตาบ่อยๆ จากอาการเคืองตา เป็นต้น การใส่ใจในการรักษาจึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย
แอพพลิเคชั่น “Allergy Expert”



