
มท.คุมเข้มแหล่งท่องเที่ยว-สถานที่ราชการ
ปลัดมท.แจงเหตุบึ้มดับ 3 ราย เจ็บกว่า 20 ราย คอนเฟอเร้นซ์สั่ง“ผู้ว่าฯ-นอภ.”สกัดป้องป่วนซ้ำทุกพื้นที่ เน้นแหล่งท่องเที่ยว-สถานที่ราชการ
12 ส.ค. – นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.)เปิดเผยก่อนการประชุมวิดิโอคอนเฟอเร้นซ์ด่วน ไปยังผู้ว่าราชกรจังหวัด (ผวจ.) ทั่วประเทศ ภายหลังเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า สถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้น พบรวม 4 จังหวัด 7 เหตุการณ์ แบ่งเป็นเหตุการณ์วางระเบิด 4 เหตุและเป็นเหตุการณ์วางเพลิง 4 เหตุ ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย นอกนั้นเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บราว 20 กว่าคน โดยส่วนใหญ่พบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในเขตอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
“พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชกรจังหวัดทั่วประเทศ ให้ไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยตนได้กำชับว่า การตรวจเยี่ยมนั้นต้องไปเยี่ยมและให้กำลังใจทั้งผู้ได้รับผลกระทบชาวไทยและต่างชาติรวมถึงกำลังพลทุกฝ่าย ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอ นโยบายของกระทรวงมหาดไทยคือให้ท่านผู้ว่าฯ เข้าไปแก้ไขปัญหา” ปลัดมท. กล่าว
สำหรับพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่นั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว กระทรวงมหาดไทยได้มีมาตรการดูแล โดยนโยบายของพล.อ.อนุพงษ์ คือ ให้เพ่งเล็งแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์การค้า ชุมชน โดยเฉพาะในคืนนี้ให้เพ่งเล็งไปยังสถานที่ราชการ โดยต้องกำชับเวรยามให้ดูแลพื้นที่อย่างเคร่งครัด หากตรวจพบว่า ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ไม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่จะถือให้เป็นโทษทางวินัย ฐานบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกันให้ผู้ว่าฯใช้อำนาจในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด สั่งการให้โรงเรียนในสังกัดไปดูแลโรงเรียนอย่าให้เกิดเพลิงไหม้ รวมถึงยังได้ให้ตรวจอุปกรณ์สำหรับการดับเพลิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) จะออกประกาศให้เป็นภัยตามระเบียบของมท. เพื่อจะได้มีเงินชดเชยเยียวยา โดยได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 12 เขต ให้เตรียมเครื่องมือรองรับเมื่อถูกการร้องขอ ได้ทำงานอย่างมีบูรณาการ อย่างไรก็ตามกระทรวงมหาดไทยได้ประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อยกเว้นค่ารักษาพยาบาลต่อผู้ได้รับบาดเจ็บชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งหมดไปแล้ว
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงการข่าวในการประเมินสถานการณ์และมูลเหตุจูงใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่า ขอให้สอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นเอกภาพ โดยบทบาทในระหว่างเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ มีหน้าที่สนับสนุนกำลังพลเครื่องมือเข้าไปช่วยปฏิบัติการ ส่วนหลังเกิดเหตุจะมีบทบาทเข้าไปเยียวยาและให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติงานในภาวะวิกฤติ
“ในการป้องกันรักษาบ้านเมืองในการดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ว่า จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่มากขนาดไหนก็ตามก็จะไม่มีประสิทธิภาพถ้าพี่น้องประชาชนไม่ให้ความร่วมมือด้วย เพราะฉะนั้นหากพี่น้องประชาชนพบเหตุต้องสงสัยขอความกรุณาให้แจ้งเจ้าหน้าที่” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวและย้ำว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้ว ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการเพียงอย่างเดียว และระวังการให้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย บางครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกและไม่เป็นผลดีแต่ประการใด
สำหรับการประชุมในบ่ายวันนี้พล.อ.อนุพงษ์ ต้องการให้ตนมาเน้นย้ำ ในการเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หากเกิดเหตุ 3 จุด จะให้นายอำเภอรับผิดชอบ หากเกิดเหตุ 5 จุด ให้ฝ่ายตำรวจรับผิดชอบ และหากเกินกว่า 5 จุด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการจังหวัด ร่วมกันบัญชาการควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยจะมีการกำชับเป็นพิเศษไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดคือ ต้องทำพื้นที่ให้ปลอดภัย ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีก หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีกก็ต้องดูว่า เป็นเหตุการณ์สุดความสามารถหรือมีเหตุบกพร่อง ความกังวลในขณะนี้คือเหตุอัคคีภัยในสถานที่ราชการ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันอย่างดี และหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้จัดการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบแล้วเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง โดยไม่มีการสับสน นายอำเภอสามารถจัดการดูแลได้ และสิ่งที่น่ายกย่องคือมีประชาชนที่ อ.หัวหิน เป็นอาสาสมัครเข้ามาร่วมกับสมาชิกอาสารักษาดินแดน(อส.) เข้าช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปด้วยความรวดเร็ว ขณะนี้ตนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพร้อมที่จะดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข และขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาเราจะก้าวไปด้วยกันทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป



