
ปัญหาพัฒนากิจการ“กล้วยไม้”ไทย ตอน1
โดย - ศ.ระพี สาคริก
ในระยะไม่นานมานี้ มักจะมีผู้ถามเสมอๆ ว่า วงการกล้วยไม้ของเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เขียนในฐานะเป็นผู้ถูกถาม รู้สึกหนักใจในการหาคำตอบที่เหมาะสม เนื่องจาก หากจะตอบคำถามอย่างผิวเผินก็คงไม่อาจแสดงภาวะของปัญหาที่มีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงระหว่างกันและกันอย่างกว้างขวางได้ แต่ถ้าหากจะตอบอย่างลึกซึ้งและละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็คงจะต้องใช้เวลาและความรอบคอบเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น หากใครไม่อาจเห็นปัญหาในมุมกว้าง ก็อาจคิดไปได้ว่า เป็นการตอบที่ลุกลามออกไปถึงสิ่งที่เรียกว่า “นอกเรื่อง” ได้เป็นธรรมดา
แน่นอน มุมของสายตาแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนก็มองปัญหาได้ในมุมกว้าง บางคนก็มองเพียงมุมแคบๆ เนื่องจากธรรมชาติของทัศนคติและประสบการณ์ ตลอดจนอุดมการณ์ในการปฏิบัติงานของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่เราก็มักจะปรารภกันอยู่เสมอๆ ว่า ปัญหาแต่ละเรื่องมีลักษณะเชื่อมโยงถึงเรื่องอื่นๆ อย่างกว้างขวาง
ดังนั้น การที่”คน”มีทัศนคติและสายตาในการมองปัญหาอย่างแคบๆ จึงไม่อาจแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้ นอกจาก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างผลสะท้อนของการแก้ปัญหานั้นๆ ตกค้างไว้เป็นปัญหาระยะยาวที่ใหญ่กว่าเดิม
ผู้เขียนได้มีส่วนในการริเริ่มงานพัฒนากิจการกล้วยไม้ของประเทศไทย อย่างมีระบบและแผนงาน มาตั้งแต่ ประมาณปี พ.ศ. 2495 ซึ่งในระยะนั้น วงการกล้วยไม้ของประเทศยังอยู่ในลักษณะที่เรียกได้ว่า ไม่มีพื้นฐาน ประเทศไทยมีกล้วยไม้ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติมากพอสมควร มีสภาวะฝนฟ้าอากาศธรรมชาติที่เหมาะสม มีการเริ่มพัฒนาวิทยาการทางเทคโนโลยีทั้งหลาย แต่มีกลุ่มชนผู้เลี้ยงกล้วยไม้เพียงกลุ่มเล็กๆ สูงอายุ และเกาะกลุ่มกันด้วยทัศนคติที่แคบ แม้แต่ในวงการราชการ วงการวิชาการทั้งหลาย และในสังคมทั่วๆ ไป ก็มีทัศนคติเกี่ยวกับกล้วยไม้ในมุมแคบมาก
ผู้เขียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสาชา เคมีเกษตร ปฐพีวิทยา และได้ออกไปปฏิบัติงานวิจัยเรื่องดินและพืชผลการเกษตรในด้านพืชไร่และพืชผักเป็นงานประจำ แต่เลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกในยามว่าง จึงพิจารณาเห็นว่า การจับงานศึกษาวิจัยทางด้านทัศนคติของคนเป็นงานอดิเรก เป็นการท้าทายต่อการได้รับความรู้และหาประสบการณ์ในด้านสังคม เพื่อจะได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้บังเกิดผลได้มากยิ่งขึ้น จึงได้ใช้เวลาว่างจากงานประจำจับงานพัฒนากิจการกล้วยไม้เพื่อสังคม
ได้เริ่มนโยบายหลักคือ ใช้โครงการนี้เพื่อศึกษาความสำคัญและบทบาทของทัศนคติในสังคมที่มีต่อการพัฒนาทางวิชาการ หวังว่าปัญหาที่ตอบสนองกลับ จะเป็นผลสะท้อนที่ให้ความรู้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต งานนี้จึงมีลักษณะงานเป็นอาสาสมัครและทำอย่างงานอดิเรก ซึ่งเชื่อว่า การทำงานในรูปแบบอิสระ ไม่มีอิทธิพลจากอามิสสินจ้าง จะช่วยให้ได้เห็นปัญหาต่างๆ ในมุมกว้างยิ่งขึ้น และเป็นปัญหาที่มีลักษณะซึ่งมีดุลยภาพในตัวด้วย



