ข่าว

จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

14 ส.ค. 2559

โดย - ดลมนัส กาเจ

 

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

 

                คณะของเราที่ไปกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และสกลนคร จากบริเวณพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สวรรค์ของคนรักต้นไม้ บนเทือกเขาภูพาน เขตรอยต่อระหว่างท้องที่ อ.ภูพาน จ.สกลนคร มุ่งหน้าสู่ดินแดน “3 ดำมหัสจรรย์” ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้มในช่วงบ่ายของวันนั้น

                ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานฯ อยู่ในพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 13,000 ไร่ ร ห่าง อ.เมือง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 กิโลเมตรแบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตรประมาณ 2,300 ไร่ และพื้นที่เขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูล้อมข้าวและป่าภูเพ็ก โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แห่งเริ่มดำเนินการตั้งปี 2527 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้น เมื่อปี 2525 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

 

              "ที่ตรงนี้เดิมทีเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ถูกบุก ป่าไม้ถูกทำลาย ดินขาดความสมบูรณ์ เป็นลูกรัง จากการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ที่แร้นแค้นควบคู่กับการศึกษาทดลองค้นหาเทคโนโลยีวิทยาการที่เหมาะสม และการนำตัวอย่างผลสำเร็จที่ดีไปส่งเสริมเผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วภาคอีสาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ทำให้ชีวิตชาวอีสานบนที่ราบสูงที่เคยทำการเกษตรไม่ได้กลับมาประกอบอาชีพที่มีการบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างยั่งยืน ราษฎรมีอาหารบริโภคที่เพียงพอ มีรายได้ด้วย"

                ณรงค์ มัดทองหลาง นายช่างขลประทานอาวุโส ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บรรยายสรุปคราวๆหลังจากที่คณะของเราไปถึง ก่อนที่ ธัญญาภัค นานนท์ หรือ"น้องมะปราง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จะพาพวกเรานั่งรถลากพาชมจุดเด่นตามที่พวกเราจะเข้า เน้นงานด้านการปศุสัตว์ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ"3 ดำมหัสจรรย์แห่งภูพาน"

                ธัญญาภัค เล่าระหว่างนั่งรถลากชมทัศนยภาพภายในศูนย์ย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ การดำเนินงานของศูนย์นั้น จะครอบคลุมทุกด้านที่มีผลต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอันเหมาะสมแก่สภาพพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ อาทิ งานชลประทาน สร้างแหล่งเก็บกักน้ำ อาทิ อ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ อ่างเก็บน้ำห้วยเดียก และฝายเก็บน้ำจากต้นน้ำลำธารขนาดเล็กอีก 15 แห่ง

 


จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

หมูดำภูพาน

             นอกจากนี้,งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรม ศึกษาทดลองวิธีการที่ได้ผลในการเพิ่มผลผลิตและรายได้,งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้,งานส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมง,งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน งานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน,งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง งานส่งเสริมการเกษตร ,งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง,งานฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี และงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ โดยเฉพาะงานด้านปศุสัตว์ของเราเด่นมาก คือสัตว์เศรษฐกิ 3 ดำมหัศจรรย์ ไก่ดำ , หมูดำ,และวัวดำ

                  ไก่ดำมีการพัฒนาสายพันธุ์ไก่กระดูกดำ จากการรวบรวมพ่อ-.แม่พันธุ์ จากแหล่งที่มีการเลี้ยงไก่กระดูกดำทั่วประเทศ แล้วนำคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์ตามหลักวิชาการด้วยการผสมกับไก่ดำมองโกเลีย คัดเลือกดีเอ็นเอขนสีขาว เนื้อดำ หนังดำ กระดูกดำ หงอนดำ จนได้ลักษณะที่เด่น แตกต่างจากไก่ดำที่เลี้ยงทั่วไป คือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนร้อน ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม ทำให้สามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของประเทศ จะเลี้ยงแบบปล่อยใต้ทุนบ้าน ทำให้ลดต้นทุนการเลี้ยง หรือจะเลี้ยงในโรงเรือนก็ได้ ใช้เวลาในการเลี้ยงเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ปัจจุบันขายในราคา กก.ละ 200-250 บาท รสชาติใกล้เคียงกับไก่ดำทั่วไป แต่มีประโยชน์คือ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และเกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันด้วย

                ส่วน“หมูดำ” สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จฯไปเยี่ยมชมกิจกรรมในศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน ฯ ว่า “หมูที่นำมาส่งเสริมต้องเป็นหมูที่เลี้ยงง่าย กินง่าย ใช้อาหารตามธรรมชาติ ที่มีต้นทุนไม่สูงนัก” ทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ได้ศึกษาวิจัย พัฒนาสายพันธุ์หมูให้ตรงตามความต้องการของผู้เลี้ยง ทนทานต่อโรค ให้ลูกดกเลี้ยงลูกเก่ง ตัวกะทัดรัด เมื่อนำไปขุนให้เนื้อแดงมากกว่าไขมัน

 

จากพระตำหนักสู่ศูนย์ศึกษาฯ ณ ดินแดน“3ดำ”แห่งภูพาน ตอนจบ

วัวดำภูพาน

               หมูภูพาน มีให้เลือก 2 สายพันธุ์ คือสุกรภูพาน 1 กับ สุกรภูพาน 2 พัฒนาจากจากจากจุดเด่นของหมู 3 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์เหมยซานซึ่งเป็นสุกรพันธุ์พระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผสมข้ามพันธุ์กับสุกรพันธุ์พื้นเมืองสกลนครพันธุ์แลนด์เรซ และพันธุ์ดูร็อกเจอร์ซี่มาผสม จนได้สายพันธุ์สุกรภูพาน2 สายพันธุ์ ที่มีลักษณะสีดำ-น้ำตาลแดง ลำตัวไม่ใหญ่ ขาดำ เล็บดำ หูตั้งกึ่งปรกเล็กน้อย จมูกสั้นสีดำ เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง แข็งแรง เนื้อมันมีน้อย และรสนุ่ม ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด

                “หมูดำภูพาน เลี้ยงง่าย ปล่อยก็ได้ โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเลี้ยงของเกษตรกรได้ดี ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ปริมาณเนื้อแดงมากเมื่อนำไปขุน เดหมาะให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงแบบปล่อยเลี้ยงหลังบ้าน เพื่อกินเศษอาหารที่เหลือ ถือเป็นการเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ หรือเพื่อจำหน่ายเสมือนเป็นคลังออมสินประจำบ้านนั่นแหละ” ธัญญาภัค กล่าว

                 สุดท้ายที่คณะของเราไปดูงานวันนั้คือวัวดำ หรือ โคเนื้อทาจิมะภูพาน เป็นโคสายพันธุ์ผสมระหว่างวากิว ที่ถือว่ามีพันธุกรรมที่ดีเลิศ ในเรื่องคุณภาพ และรสชาติของญี่ปุ่นกับอเมริกันบราห์มัน และชาโดเล่ ลักษณะรูปร่างขนปกคลุมร่างกายสีดำมีจุดขาวที่เต้านม และส่วนท้ายของลำตัว ตัวเมียสูงระหว่าง 115- 118 ซฒ.ตัวผู้ จะอยู่ระหว่าง 123 - 125 ซม.ถือเป็นโคเนื้อที่มีรสชาติดีสุดของไทยในขณะนี้ ปัจจุบันมีขายกันในราคาตัวละถึง 6 หมื่นบาท

               เราใช้ไปราว 3 ชั่วโมง คณะของฝ่าสายฝนมุ่งหน้าสู่สนามบินสกลนครเพื่อเดินกลับกรุงเทพฯในช่วงเย็นของวันเดียวกัน