ข่าว

เอสพีซีจีแกร่งไตรมาส2กวาดรายได้2,465ล้าน

เอสพีซีจีแกร่งไตรมาส2กวาดรายได้2,465ล้าน

11 ส.ค. 2559

เอสพีซีจีเติบโตแข็งแกร่ง ไตรมาส 2 กวาดรายได้รวม 2,465 ล้านบาท โกยกำไรสุทธิ 47.91 % ย้ำทั้งปีรายได้ 5,500 ล้านบาทตามเป้าแน่นอน  

           ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ วันที่ 11 ส.ค. น.ส.ธนาพร รัตนมณีรุ่งแสง ผู้อำนวยการสำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน “บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน  หรือ Opportunity Day” ว่า บริษัทเอสพีซีจีฯงคงเป้ารายได้เดิมที่ 5,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รายได้ที่มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) 5,000 ล้านบาท และรายได้ที่มาจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้าน (โซลาร์รูฟ) 500 ล้านบาท แม้ในปี 2559 ค่าความเข้มของแสงจะลดลง แต่โดยเฉลี่ยแล้วทั้งปีบริษัทฯ ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าแน่นอน

           สำหรับธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ภายใต้บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR ที่มีบริษัท โฮม โปรดักซ์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากประชาชน โรงงานอุสาหกรรม สถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายแห่ง ทำการติดตั้งแผงโซลาร์ รูฟ บนหลังคาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์รูฟให้ได้ 30 เมกะวัตต์ โดยในเฟสแรกจะมีการติดตั้งโซลาร์รูฟก่อน 15 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตจะมีการทยอยติดตั้งต่อเนื่องจนครบตามเป้าหมาย

           ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทฯ มีการลงทุนโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศเมียนมาร์ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ซึ่งโครงการในประเทศญี่ปุ่นมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ภายในปี 60 ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทฯ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3-4 นี้ ส่วนเมียนมาร์และฟิลิปปินส์คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3-4 เช่นกัน

           ทั้งนี้ แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 3 บริษัทฯ มองว่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นตามการรับรู้รายได้จากโครงการโวลาร์ฟาร์มอย่างต่อเนื่อง

           ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/59 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 59 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,465.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 2,637.9 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 47.91% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ 46.61%  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าผลประกอบการในปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งมีรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท

           อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.40 บาท จากงวดผลดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. – 30มิ.ย. 59 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล ในวันที่ 22 ส.ค. 59 และให้รวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนและพักการโอนหุ้น ในวันที่ 23 ส.ค. 59 และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในวันที่ 2 ก.ย. 59

           “ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่มีนโยบายการออกหุ้นกู้ ส่วนการลงทุนในอนาคต จะลงทุนโดยใช้เงินหมุนเวียนและกู้ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สินต่อทุน  (D-E Ratio) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับต่ำที่ 1.7 เท่า โดยคาดว่าทั้งปีจะพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 2 เท่า” น.ส.ธนาพรกล่าว

           นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนจะเดินสายโรดโชว์ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทฯ ก็มีการเดินสายไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกง