
ภัยแล้งซ้ำเติมวิกฤติ
07 ก.พ. 2552
ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์สภาพอากาศในประเทศเริ่มร้อนระอุ แห้งแล้ง มีเสียงเตือนจากหน่วยงานต่างๆ ว่าประเทศไทยต้องเผชิญอากาศร้อนมากกว่าที่เคยเป็น อุณหภูมิจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาน้ำขาดแคลน
ตามห้วยหนองคลองบึงต่างๆ มีระดับน้ำลดลง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั่วไปและสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะการทำการเกษตร ปลูกพืชสวนไร่ รวมทั้งทำนาปรังอีกด้วย
สภาพอากาศแห้งแล้ง ถ้ามีปัญหาฝนทิ้งช่วงยาวนาน อาจจะทำให้น้ำขาดแคลน แต่ยังดีที่มีฝนตกอย่างพอเพียงในฤดูที่ผ่านมา มีน้ำสำรองในสถานที่เก็บกัก เช่น อ่างเก็บน้ำ และเขื่อนใหญ่ในแต่ละภาคพอสมควร น่าจะเพียงพอสำหรับปีต่อไป หากใช้น้ำอย่างประหยัด ให้เป็นประโยชน์เต็มที่ เพื่อไม่ให้ชาวนาและเกษตรกรเดือดร้อน
วิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด และทางออกยังมืดมนแม้รัฐบาลจะพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อฟื้นฟู กระตุ้นให้เกิดการลงทุน การผลิต และพยุงภาคธุรกิจเอกชนไม่ให้เลิกจ้างพนักงานจนสร้างปัญหาการว่างงาน และนำไปสู่ปัญหาสังคม อาชญากรรม ต่อไป
เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งในปีนี้และในระยะยาว ยามที่ยังมีน้ำต้นทุนอยู่บ้าง รัฐบาลน่าจะหาทางสร้างงานในชนบท เช่น การขุดอ่างเก็บน้ำ ขุดลอกหนองคลองบึงซึ่งตื้นเขิน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น พาหนะ อุปกรณ์ของหน่วยงานของรัฐ เช่นของกองทัพ เพราะการให้อุปกรณ์ เครื่องมือก่อสร้างไม่ถูกใช้งานนับเป็นการเสียประโยชน์ และโครงการเหล่านี้นอกจากจะกระจายรายได้ให้ประชาชนแล้ว ยังทำให้การใช้ทรัพยากรของประเทศให้คุ้มค่าอีกด้วย
การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการเหล่านี้ มีประเด็นควรระวัง นั่นคือ การแสวงหาประโยชน์โดยกลุ่มบุคคลในกระบวนการและวิธีปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยไม่ให้เกิดข้อครหาในแง่ของการทุจริต เบียดบังเงินภาษีของประชาชนในช่วงที่การเงินและการคลังของประเทศมีปัญหา ต้องใช้เงินให้คุ้มค่า เพราะมีภาระต้องกอบกู้เศรษฐกิจให้สำเร็จ
สภาพอากาศแล้ง ทำให้การเกษตรไม่มีผลผลิต มีความเสียหาย ไม่เกิดรายได้ ไม่มีอำนาจการซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค และมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าซึ่งเป็นวัตถุดิบ เหมือนเป็นวงจรเกี่ยวเนื่อง ประเทศไทยพึ่งพาภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องเลี้ยงประชาชน และสร้างรายได้จากการส่งออก ถ้าไม่เป็นไปตามการคาดหมาย ย่อมทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องล่าช้าไปด้วย ดังนั้นการมุ่งปรับปรุงแหล่งน้ำจึงเป็นความจำเป็น และแสดงให้เห็นการใช้เงินงบประมาณเพื่อส่งเสริมภาคการผลิตอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีผลกระทบไม่มากเกินไปถ้าเกิดสภาวะวิปริตของดินฟ้าอากาศ



