ข่าว

 "กรธ." เชื่อ ทูตต่างชาติเข้าใจกระบวนการหลังประชามติ

"กรธ." เชื่อ ทูตต่างชาติเข้าใจกระบวนการหลังประชามติ

11 ส.ค. 2559

"กรธ." เชื่อ ตัวแทนทูตฯ เข้าใจกระบวนการทำงานหลังจากนี้ ไม่กดดัน ยืนยันเปิดรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องระหว่างทำกฎหมายลูก ด้าน "เจษฎ์"

นายศุภชัย ยาวะประภาษ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการร่วมเวทีชี้แจงผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และแนวทางการทำงานที่เกี่ยวข้องให้กับตัวแทนทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ว่า แนวคิดการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนบทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะใช้แนวทางการรับฟังรูปแบบใดหรือต้องไปรับฟังบุคคลใดบ้าง เพราะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้ขอให้กรธ.แต่ละคนช่วยออกแบบวิธีการก่อนนำกลับมาพิจารณาร่วมกันในวันที่ 15 ส.ค. นี้ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเวลาทำงานที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้กรธ.ต้องทำเนื้อหาร่างกฎหมายลูก จำนวน 10 ฉบับให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ขณะที่แนวทางการทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่พบว่าเนื้อหามี 2 ส่วน คือ ส่วนที่กำหนดไว้ในส่วนบทถาวร และส่วนบทเฉพาะกาลนั้น ส่วนตัวมองว่าการเขียนกฎหมายลูกว่าด้วยส.ว. ต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาในบทถาวรและเขียนบทบัญญัติให้สอดคล้อง


    ด้านนายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา กรธ. กล่าวด้วยว่าหลังจากการชี้แจงให้คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยรับฟังต่อกระบวนการของกรธ. หลังจากการออกเสียงประชามติ เชื่อว่าคณะทูตฯ มีความเข้าใจต่อกระบวนการทำงาน และพร้อมจะทำความเข้าใจ เชื่อว่าจะไม่ทำให้มีแรงกดดันใดๆ ต่อการทำงานของกรธ. ทั้งนี้ในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายลูกซึ่งตนได้แจ้งให้ตัวแทนคณะทูตฯ​รับฟังคือ กระบวนการที่ไม่ต่างจากการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ส่วนระดับการรับฟังความคิดเห็นกับการทำกฎหมายลูกแต่ละฉบับอาจมีความแตกต่างกัน เช่น ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง อาจรับฟังความเห็นของภาคประชาชนมากกว่านักการเมือง ขณะที่ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งอาจรับฟังนักการเมืองมากกว่า เป็นต้น 

    นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่าในเวทีชี้แจงมีผู้สอบถามถึงความชัดเจนของการเลือกตั้งหลังจากที่กรธ. ทำกฎหมายลูกที่สำคัญ 4 ฉบับแล้วเสร็จ ตนไม่สามารถตอบแทนฝ่ายใดได้ เพราะแม้ว่ากรธ.จะทำงานให้เสร็จภายในกำหนดเวลาและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความของกฎหมายลูกสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ปัจจัยอื่นๆในอนาคต  เช่น ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความพร้อมของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงความต้องการของประชาชนต่อการเลือกตั้งและผลการนำไปสู่ทิศทางของประเทศ ต้องนำมาพิจารณาประกอบร่วมกัน​ ซึ่งตนมองว่าหากบ้านเมืองยังขัดแย้ง ฝ่ายการเมืองยังมีแต่การยั่วยุ หรือปลุกปั่น หรือประชาชนไม่อยากเลือกตั้ง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายท่ีมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองนำไปตัดสินใจต่อการเลือกตั้งที่จะถึงในอนาคตได้

    "ผมมองว่าหากนักการเมืองส่งสัญญาณที่ดี ทั้งกรณีการประกาศยอมรับผลประชามติ การเลิกทะเลาะ รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมยั่วยุ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสงบ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยในบ้านเมืองก็จะไม่เกิด และทิศทางของบ้านเมืองที่เป็นไปตามโร้ดแม็พก็จะเกิดขึ้นได้"นายเจษฎ์ กล่าว