ข่าว

สวยตามสมัยไม่ทิ้งตัวตน

สวยตามสมัยไม่ทิ้งตัวตน

10 ส.ค. 2559

ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การแต่งกายของคนในสมัยนั้นๆ ก็กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกถึงกระแสแฟชั่นของช่วงเวลานั้น

     ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การแต่งกายของคนในสมัยนั้นๆ ก็กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกถึงกระแสแฟชั่นของช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี อย่างในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็มีความโดดเด่นในเรื่องการแต่งตัวเช่นกัน หนุ่มสาวสมัยนั้นเขาแต่งกายอย่างไร ทุกคำถามสามารถหาคำตอบได้ในนิทรรศการ “ฉัฐรัช พัสตราภรณ์” ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก ซึ่ง มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา โดยความร่วมมือของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 โดยอัดขยายภาพจากฟิล์มกระจกจำนวน 45 ภาพที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน นำมาจัดแสดงเพื่อให้ถึงพัฒนาการแฟชั่นเสื้อผ้าของสตรีไทยอันงดงามและเทียบเคียงสากลได้อย่างสง่าโดยไม่ทิ้งความเป็นตัวตน

สวยตามสมัยไม่ทิ้งตัวตน

     ช่วงต้นรัชกาล(ปลายสมัยเอ็ดวอร์เดียน-รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร)เห็นได้จากภาพถ่ายฟิล์มกระจกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ฉายในห้องบันทึกภาพ ทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ตามแบบแฟชั่นสตรียุคเอ็ดวอร์เดียน แขนฉลองพระองค์ยาวถึงช่วงกลางพระองค์ พร้อมพระภูษาทรง ถุงพระบาทยาวถึงพระชานุ และฉลองพระบาทแบบตะวันตก และทรงไว้พระเกศาสั้น หรือผมทัด ตามพระราชนิยม ทรงสร้อยพระศอมุก และเพชรหลายเส้น ซึ่งตรงสมัยกับสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา แห่งสหราชอาณาจักรในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

สวยตามสมัยไม่ทิ้งตัวตน

       ช่วงกลางรัชกาล(ช่วงทีนส์ตอนต้น)ภาพถ่ายฟิล์มกระจกแสดงให้เห็นเจ้านายรุ่นเยาว์เริ่มไว้พระเกศายาวและเกล้าเป็นมวย โจงกระเบนยังเป็นที่นิยม และเริ่มมีการสวมเสื้อที่มีคอเสื้อแบบกลม แหลม รวมทั้งมีปกทั้งแบบกลมและเหลี่ยม แขนเสื้อเริ่มสูงขึ้นถึงข้อศอก เอวของเสื้อเริ่มต่ำลง และชายกระโปรงเริ่มสูงขึ้นไม่กรอมเท้าอีกต่อไป ยังมีเรื่องการไว้ทรงผมของสตรีที่เปลี่ยนไปด้วย เห็นได้จากพระรูปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงออกรับแขกเมืองไว้พระเกศายาวตามแบบสากล ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการนุ่งโจงสู่การนุ่งซิ่น สำหรับเสื้อมีการออกแบบให้เหมาะสมกับซิ่น ตามแบบแฟชั่นโลกตะวันตก เช่น เสื้อแพรและลูกไม้แบบฝรั่ง เสื้อทรงหลวมตัวยาวถึงเข่าเพื่อสวมทับผ้าซิ่นเชิงสีต่างๆ คาดทับด้วยเข็มขัดที่มีความหลากหลายทั้งวัสดุและรูปแบบ มีการใช้ริบบิ้นแพรตกแต่ง พร้อมปักลูกปัดหรือมุก

สวยตามสมัยไม่ทิ้งตัวตน

  ช่วงปลายรัชกาล(ช่วงทีนส์ตอนปลาย)เสื้อผ้าสตรีสยามในยุคนี้จะเป็นทรงตรงดิ่งและแบบตัดเย็บไม่รัดรูปมากเหมือนช่วงกลางรัชสมัย เอวจะเลื่อนลงมา เลยสะโพกเกือบถึงต้นขา แขนเสื้อเริ่มสูงเลยข้อศอก หรือแขนสั้นถึงหัวไหล่ ชายกระโปรงหรือผ้าซิ่นสูงขึ้นถึงระดับน่องและใต้หัวเข่า สวมพร้อมกับถุงน่องรองเท้า การแต่งตัวของสตรีสยามช่วงนี้ได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมีการใช้กระโปรงแบบตะวันตกหรือแม้แต่ชุดแบบตะวันตกล้วนที่ประดับด้วยมุกและขนสัตว์ แทนชุดแบบผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตกกับผ้าซิ่น มีการสวมหมวกอย่างแพร่หลาย สตรีเริ่มไว้ผมสั้นดัดลอนประหู หรือผมบ๊อบ ซึ่งเป็นผมตัดสั้นระดับใบหูตอนล่าง สองข้างยาวเท่ากัน ดัดผมหลังโค้งเข้าหาต้นคอเล็กน้อย แทนที่ผมยาวเกล้าแบบโป่ง และเริ่มการใช้ซิปแทนกระดุม เห็นได้จากพระรูป พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 ขณะทรงเป็นเจ้าจอมสุวัทนา ฉลองพระองค์แบบค๊อกเทลสายเดี่ยว สไตล์ อาร์ต เดโค่ ยาวถึงครึ่งพระชงฆ์ (แข้ง) คาดสายรัดพระองค์ตรงพระโสณี (สะโพก) ทรงมงกุฎประดับขนนกกระจอกเทศ สวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ กลัดเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 6 และเข็มกลัดอักษรพระบรมนามาภิไธยบรรจุเส้นพระเจ้า ทรงสร้อยพระศอเพชร ทรงพระธำมรงค์หมั้น
     กล่าวได้ว่าอาภรณ์สตรีของเจ้านายในราชสำนัก คือภาพสะท้อนทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน รัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 6 เป็นสมัยแห่งการเพิ่มบทบาทสตรี ยกสถานภาพ และเปิดโอกาสให้สตรีได้คิด เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประยุกต์ และพัฒนาในด้านสุนทรียภาพและวัฒนธรรมได้อย่างกว้างขวางสอดคล้องกับกาลสมัยอย่างลงตัวทุกมิติ ลักษณะเด่นของแฟชั่นและความงามของสตรีสยามในพระราชทัศนะมีตัวอย่างเช่น การนุ่งผ้าซิ่น ไว้ผมยาว และฟันขาว หากพิจารณาเทียบเคียงทั้งบริบทภายในประเทศและบริบทสังคมสมัยนิยมของสากล จะพบว่าสตรีสยามมีการแต่งตัวให้ทันสมัยตามแฟชั่นโลก แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของสตรีสยาม ผู้ได้รับพระราชทานการยกระดับสถานภาพและบทบาทให้ทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับเป็นพระราชอัจฉริยภาพและความแยบคายแห่งรัฐประศาสโนบาย เพื่อสื่อสารความเป็นสยามสู่สายตาชาวโลกได้อย่างงดงาม