
รอคลังไฟเขียว อัดฉีดทองโอลิมปิกเกมส์ 12 ล้าน
นักกีฬาฮีโร่โอลิมปิกเกมส์ 2016 ลุ้นระทึก กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา เพิ่มเกณฑ์มอบเงินรางวัล จากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญทองจาก 10 ล้าน เป็น 12 ล้านบาท
นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่ ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถคว้าโควต้าเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2016 มากเป็นประวัติศาสตร์ 54 คน และคว้าเหรียญทองกลับมาได้อีกครั้ง ถือเป็นความสำเร็จของนักกีฬาไทยอย่างมาก โดย กกท.ในฐานะคณะกรรมการเตรียมนักกีฬา ได้ร่วมกันทำแผนงานกับสมาคมกีฬาระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จบเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่เกาหลีใต้ ปี 2014 นักกีฬาไทยได้เก็บตัวต่อเนื่องเพื่อสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่สิงคโปร์ ปี 2015 จากนั้น นักกีฬาที่มีลุ้นโควตาโอลิมปิกเกมส์ 2016 ก็ได้ฟิตซ้อมต่อเนื่องทันทีเช่นกัน
ทั้งนี้ โอลิมปิกเกมส์ 2016 ถือเป็นการแข่งขันที่นักกีฬาไทยมีความพร้อมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งระยะเวลาฟิตซ้อม งบประมาณ และการนำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเต็มรูปแบบมาใช้ โดยจะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มาใช้มีครบ ทั้งเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อ หลักโภชนาการ และชีวกลศาสตร์ในเรื่องการวิเคราะห์เทคนิคของแต่ละกีฬา จะเห็นได้ชัดว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาสำคัญมาก หลายประเทศที่พัฒนาเรื่องของกีฬาได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งของไทยเองถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไทยเดินมาถูกทางแล้ว
รองผู้ว่าการ กกท. กล่าวอีกว่า ขณะนี้การปรับหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติในการเพิ่มเงินรางวัลจากความสำเร็จในโอลิมปิกเกมส์จากเดิม เหรียญทอง 10 ล้านบาท , เหรียญเงิน 6 ล้านบาท และ เหรียญทองแดง 4 ล้านบาท เป็นเกณฑ์ใหม่ เหรียญทอง 12 ล้านบาท , เหรียญเงิน 7.2 ล้านบาท , เหรียญทองแดง 5 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เห็นชอบอนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใดและจะมีผลบังคับใช้ได้ทันทีในโอลิมปิกเกมส์ 2016
สำหรับเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มีงบประมาณอยู่ 2.9 พันล้านบาท ซึ่งมากเพียงพอต่อการดำเนินงานในทุกด้าน ซึ่งหลังจากจบโอลิมปิกเกมส์ ก็จะได้มีการทำแผนร่วมกันในรยะยาว ระหว่าง กกท.กับ สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาจังหวัด ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า วงการกีฬาจะไม่มีปัญหางบประมาณอีกต่อไป ซึ่งก็ก็ขึ้นอยู่กับสมาคมกีฬาว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้มากน้อยเพียงใด



