ข่าว

เปลี่ยนธุรกิจฟอกหนัง‘เก่า’สู่‘ใหม่’‘ซี.พี.แอล.กรุ๊พ’

เปลี่ยนธุรกิจฟอกหนัง‘เก่า’สู่‘ใหม่’‘ซี.พี.แอล.กรุ๊พ’

08 ส.ค. 2559

เปลี่ยนธุรกิจฟอกหนัง‘เก่า’สู่‘ใหม่’ความท้าทายของลูกไม้ใต้ต้น‘ซี.พี.แอล.กรุ๊พ’ : คมคิดธุรกิจนิวเจน

           สองพี่น้อง “สุวัชชัย” และ “กิติชัย” วงษ์เจริญสิน ทายาทรุ่นที่ 3 ของกลุ่มบริษัทเจริญสิน จัดเป็น “ลูกไม้ที่ตกใต้ต้น” แบบที่กระแสลมไม่อาจพัดพาให้ทั้งสอง ปลิวไปไกลเกินร่มเงาไม้ใหญ่ของตระกูล
  
           ย้อนกลับไปเมื่อ 84 ปีที่แล้ว ในปีพุทธศักราช 2475 ตระกูลวงษ์เจริญสินได้ก้าวเข้ามาสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ด้วยเชื้อสายของคนจีนที่ถนัดด้านค้าขายเป็นทุน อาศัยพื้นฐานของความซื่อสัตย์ อดทน และขยันหมั่นเพียร ทำให้ธุรกิจแรกของครอบครัว นั่นคือ “โรงฟอกหนังเจริญสิน” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2488

           กิจการโรงฟอกหนังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จ สามารถเปิดตลาดส่งออกกับคู่ค้าต่างประเทศ ทำให้กลุ่มเจริญสินได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุน และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อโรงฟอกหนังเจริญสินได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2537 ภายใต้ชื่อ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) หรือ CPL

           วันนี้ธุรกิจฟอกหนังของกลุ่มเจริญสินถูกส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 3 ที่เป้าหมายหลักอยู่ที่การสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง และที่สำคัญคือ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อทำให้ธุรกิจครอบครัวก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักยภาพ

 
ต้องทำให้ดีกว่ารุ่นพ่อ

           วันนี้ “ซี.พี.แอล.กรุ๊พ” ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานของคนรุ่นใหม่ โดยมี “สุวัชชัย” ทำหน้าที่ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ผสานกับความลุ่มลึกของคนรุ่นก่อน และประสบการณ์จากพันธมิตรไต้หวันที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกันมาอย่างยาวนาน

           หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และประกาศนียบัตรด้านฟอกหนังจากอังกฤษ “สุวัชชัย” ก็เริ่มงานใน ซี.พี.แอล.กรุ๊พ ตั้งแต่ประจำในห้องแล็บเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเรียนรู้สูตรการผลิตหนัง ทดลองจับหนังวัวตัวอย่างที่นำเข้ามา เรียนรู้ว่าจะใช้น้ำมันตัวไหนเพื่อให้หนังนุ่ม เรียนรู้เทคนิคผสมเคมี ก่อนจะขยับเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตในโรงงาน แล้วย้ายมาดูแลงานส่วนกลางด้านวางแผนการผลิต จนได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา

           “สุวัชชัย” ไม่เพียงแต่เป็น “ลูกไม้ใต้ต้น” ที่เมื่อเรียนจบแล้ว ก็เดินหน้าเข้าสู่กิจการของครอบครัว เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการทางเคมีในห้องแล็บ ซึ่งเป็นงานสำคัญ ที่ต้องมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยประสบการณ์เพื่อผลิต “หนังฟอกกึ่งสำเร็จรูป” ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของลูกค้า แต่ในฐานะลูกชายคนโตของ “ธวัชชัย วงษ์เจริญสิน” ทำให้โรงฟอกหนังเป็นสนามเด็กเล่นของเขาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย

           “ผมตามพ่อไปโรงงานตั้งแต่ยังเล็ก สนามเด็กเล่นของผม คือ โรงฟอกหนังนี่แหละ เพราะผมเป็นลูกชายคนโต เวลาทำงานพ่อก็ต้องมีลูกมือ ผมมีพ่อเป็นแม่แบบ พ่อผมเป็นคนเงียบ ระมัดระวังมาก ท่านเคยบอกทุกคนสมัยที่ทำงานว่า พ่อแม่ท่านก็ไม่เคยสอน โตขนาดนี้แล้วต้องรู้จักเรียนรู้กันเอาเอง เราเห็นพ่อทำงาน ถ้าไม่ช่วยพ่อ ก็ไม่รู้จะไปช่วยใคร"

           เมื่อถามถึงเป้าหมายในอีก 3 ปีหรือ 5 ปีข้างหน้า ในฐานะของ “นิวเจน” สุวัชชัยบอกว่า ต้องทำให้ดีกว่ารุ่นพ่อให้ได้

           “ธุรกิจฟอกหนังมันความมีโบราณ คือ สองพันปีที่แล้วเป็นอย่างไร วันนี้กรรมวิธีมันเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่มันเปลี่ยนก็คือ แนวโน้มของโลกมันเปลี่ยน ต้องบอกก่อนว่า การผลิตหนังตบแต่งสำเร็จรูป (Finished Leather) ของซี.พี.แอล.กรุ๊พ เราซัพพอร์ตหนังให้กับลูกค้าผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ชั้นนำโลก ไม่ว่าจะเป็น ทิมเบอร์แลนด์ อาดิดาส ลาคอสต์ หรือรีบอค เราอยู่ในตลาดโลก ในส่วนของแฟชั่นระดับโลกมานานแล้ว ดังนั้น เป้าหมายของเราคือ เราอยากเข้าไปอยู่ในส่วนงานของวงการแฟชั่นมากขึ้น เราจะได้เข้าใจกรรมวิธีการนำเสนอสินค้า ทำให้สินค้าตรงกับเป้าหมายของลูกค้า หรือแม้แต่อะไรที่เกี่ยวกับ End Product มากขึ้น ไม่ใช่แค่การผลิตหนังตบแต่งสำเร็จรูป เท่านั้น”

           “สุวัชชัย” มั่นใจว่า เป้าหมายดังกล่าวจะสำเร็จเห็นผลได้ในรุ่นที่ 3 เพียงแต่ต้องมี “บุคลากร” ที่สามารถที่จะเพิ่มศักยภาพให้ ซี.พี.แอล.กรุ๊พ ไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งปริศนาที่ทิ้งค้างไว้คือ “บุคลากร” ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรุ่นที่ 4,5 หรือ 6 ของตระกูลวงษ์เจริญสิน เสมอไป

           “ถ้าคนรุ่นลูก รุ่นหลาน ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นต่อไปของเรา บอกว่า ไม่ถนัด ไม่ชอบ และอยากทำงานอย่างอื่น ผมว่า โลกมันเปลี่ยนเร็ว ดังนั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องส่งต่อให้กับคนในครอบครัวสืบทอดเสมอไป ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่เติบโตไกลต้น หรือจะเติบโตใต้ต้นได้ทั้งนั้น ส่วนผม ที่ผมก็เลือกที่จะเป็นลูกไม้ใต้ต้น เพราะนี่คือความท้าทายของผม”


อีกหนึ่งภารกิจ “สร้างมูลค่าเพิ่ม”

           ขณะที่อีกหนึ่งลูกไม้ใต้ต้นอย่าง “กิติชัย” น้องชายของสุวัชชัย แม้จะยอมรับว่า “แรงกดดัน” จะไม่เท่ากับพี่ชายคนโต แต่ความเป็นรุ่นที่ 3 ที่ต้องสานต่อธุรกิจจากรุ่นพ่อ ก็ไม่ใช่งานง่ายของเขาเหมือนกัน

           เส้นทางของ “กิติชัย” ไม่ได้แตกต่างจากพี่ชาย เพราะเมื่อเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และจบปริญญาโท ด้านบริหารจัดการด้านอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เขาก็เดินหน้าเข้าทำงานที่ ซี.พี.แอล.กรุ๊พ ทันที

           “ผมเริ่มจากการเป็นพนักงานฝ่ายขาย แล้วก็ดูแลเอกสารส่งออก เพราะสินค้าของเราส่งออก 95% ขายในประเทศแค่ 5% งานของผมนี่ เอาจริงๆ แล้วเริ่มทำงานเกี่ยวกับเอกสารตั้งแต่ต้นเลย เป็นพนักงานขายวิ่งไปหาลูกค้า ช่วงแรกๆ ก็ลูกค้าในประเทศก่อน หลังจากนั้น ก็ขยับไปดูแลลูกค้าต่างประเทศ”

           ถึงแม้จะเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของวงษ์เจริญสิน และเป็นลูกชายคนโปรดของพ่อ (ตามคำกล่าวอ้างปนเอ็นดูของพี่ชาย) แต่ผู้ที่ “กิติชัย” ต้องทำงานใกล้ชิดด้วย กลับเป็นพาร์ทเนอร์ชาวต่างชาติที่รับผิดชอบงานด้านตลาดและขายเป็นหลัก

           “กิติชัย” บอกถึงหลักในการดูแลลูกค้า ทั้งการหาลูกค้าใหม่และการรักษาฐานลูกค้าเก่า ว่า ด้วยลักษณะธุรกิจของ ซี.พี.แอล.กรุ๊พ โดยเฉพาะการดีลกับลูกค้า จะเป็นแบบ “บิสิเนส ทู บิสิเนส” หรือ “บีทูบี” เนื่องจากเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของโลก ไม่ใช่ลูกค้ารายย่อย และเป็นลูกค้าประจำ ที่ไม่ใช่ลูกค้าทั่วไป ดังนั้น ความท้าทายของงานจึงอยู่ที่การนำเสนอสินค้าและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

           เขาบอกด้วยว่า ความยากของธุรกิจฟอกหนัง ไม่ได้อยู่ที่การขายหรือการดูแลลูกค้า แต่อยู่ที่การสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ

           แน่นอนว่า สิ่งที่ตามมา คือ ลูกค้าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องเน้นความโปร่งใส ทำธุรกิจตรงไปตรงมา และกระบวนการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐาน

           “กิติชัย” บอกว่า ในขณะที่เขาเรียนรู้งานขาย งานวางแผนการขาย และงานสร้างความสัมพันธ์จากพาร์ทเนอร์ชาวไต้หวันที่เป็นมืออาชีพ เขาก็ได้เรียนรู้หลักการบริหารงาน การบริหารลูกน้องให้เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันจาก “ธวัชชัย” ผู้เป็นพ่อไปพร้อมๆ กัน

           “อย่างแรกเลยที่ผมได้จากพ่อ ก็คือ ความเสมอภาคและความกลมเกลียวกันในบริษัท รวมถึงความเป็นผู้นำ เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานกับคนหมู่มาก ผู้บริหารจำเป็นต้องมีทักษะการตัดสินใจ ต้องบริหารจัดการอย่างเสมอภาคและทำให้เกิดความกลมเกลียวกัน โดยต้องมีหลักมีเกณฑ์ด้วย บริษัทมันคือบริษัท แต่ความสัมพันธ์กับพนักงาน มันต้องมี อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร เรามองเขาให้เหมือนคนในครอบครัว เขาก็จะทำงานให้เราเหมือนคนในครอบครัว เรื่องพวกนี้เราได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อ แต่พอถึงรุ่นเรา ที่ต้องเพิ่มเติมก็คือ เราต้องยอมรับว่า วิธีคิดของพนักงานรุ่นใหม่ๆ ก็เปลี่ยนไป ผู้บริหารก็ต้องบาลานซ์ ต้องไม่ยึดติดว่า การทำงานที่ดีต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ดีเท่านั้น เพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์ในการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้เราต้องยอมรับ ปรับปรุงให้มันบาลานซ์ เพื่อดูแลพนักงานของเรา”

           เมื่อถามว่า ความยากลำบากของคนในรุ่นที่ 3 อยู่ตรงไหน “กิติชัย” หัวเราะก่อนจะตอบสั้นๆ ว่า “ยากตรงจะทำอย่างไรให้คนที่รุ่น 2 ยอมรับเรา”

           “จริงๆ ธุรกิจฟอกหนัง มันเป็นธุรกิจที่บางคนอาจจะบอกว่า มันตกยุคแล้ว บางคนก็บอกว่า มันเป็นธุรกิจที่อยู่ด้วยตัวของตัวเอง คือต่อให้จะทำดีหรือทำไม่ดียังไง มันก็อยู่ตรงนั้น ความยากมันอยู่ตรงที่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจมันอยู่ต่อ และดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว มันเป็นเรื่องที่ต้องข้ามไป และเป็นเรื่องที่เรากำลังทำให้มันเกิดในเจนเนอเรชั่นของเรา นั่นคือ การยอมรับในระดับโลก เราต้องปรับมุมมองของลูกค้าให้เห็นว่า จากธุรกิจฟอกหนังโบราณที่ทำมาแล้วเป็นพันปี ตอนนี้เราเป็นผู้ผลิตหนังที่มีมาตรฐานระดับโลก นั่นทำให้เราต้องปรับปรุงระบบการทำงาน ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ต้องทำให้ได้มาตรฐานตามระดับโลกด้วย นั่นก็เป็นความท้าทายที่พยายามทำ และยังทำอยู่ต่อไป”

           โดยสิ่งที่เขาทำควบคู่ไปกับสร้างมาตรฐานของ ซี.พี.แอล.กรุ๊พ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก นั่นคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า

           “เวลาพูดถึงธุรกิจฟอกหนัง เมื่อก่อนเราก็มองแค่การนำหนังดิบ (Raw Hide) เข้ามา แล้วก็ผ่านกระบวนการต่างๆ จนกลายเป็นหนังตบแต่งสำเร็จรูป (Finished Leather) จากนั้นก็ขายให้แก่ลูกค้า แต่ในอนาคต เราอยากเห็นธุรกิจที่หลากหลายขึ้น จากแค่การซื้อหนังดิบเข้ามาในขั้นตอนแรก จนถึงขั้นตอนระหว่างการผลิต มันมีสินค้าระหว่างการผลิตเกิดขึ้น เราอาจจะทำธุรกิจในลักษณะเทรดดิ้งได้ หรือแม้แต่การเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า เราอาจจะมองถึงสินค้าสำเร็จรูป ไม่ใช่แค่หนังตบแต่งสำเร็จรูป แต่หมายถึงกระเป๋า รองเท้า หรือชุดเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งน่าจะสร้างมูลค่าให้แก่สินค้าที่บริษัททำอยู่ อันนี้คือภาพที่อยากจะเห็นภายใน 5 ปีข้างหน้า”

           “กิติชัย” บอกด้วยว่า เป้าหมายของเขาคือ หลังจากนี้ เวลาหลับตานึกถึงธุรกิจฟอกหนังของซี.พี.แอล.กรุ๊พ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ กิจกรรมที่หลากหลายขึ้น ประเภทของสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือ “มูลค่า” ของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

           ชายหนุ่มในรุ่นที่3 ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ณ วันนี้ ความท้าทายเกิดขึ้นแล้ว และเรามองเห็นทางที่จะเดินไปทางข้างหน้าแล้ว ที่เหลือคือ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง