ข่าว

 16 ปีของการอดอาหารประท้วงของ"นางสิงห์เหล็กแห่งมณีปุระ”

16 ปีของการอดอาหารประท้วงของ"นางสิงห์เหล็กแห่งมณีปุระ”

07 ส.ค. 2559

เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย -บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

          เรื่องของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่โลกแทบไม่รู้จักยกเว้นคนในบ้านเกิดที่รัฐมณีปุระ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียที่มีชายแดนติดกับพม่ากับคนต่างชาติอีกหยิบมือหนึ่ง ผู้มีโอกาสรับรู้ถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่และการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของเธอดุจเดียวกับมหาตมะ คานธี มหาบุรุษของแดนภารตอินเดียและของโลก

          อิรอม ชาร์มิลา ชานู นักเคลื่อนไหวที่โลกลืม ได้สร้างสถิติอดอาหารประท้วงนานมาราธอนที่สุดในโลกถึง 16 ปีเต็มตั้งแต่ตอนที่เธอมีอายุ 28 ปีจนถึงขณะนี้มีอายุ 44 ปี จนได้สมญาว่า "สตรีเหล็กแห่งมณีปุระ” ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอจู่ๆ ประกาศที่โรงพยาบาลเยาวหะราล เนห์รู ในเมืองอิมพัล เมืองเอกของรัฐมณีปุระ สถานที่ที่เธอถูกควบคุมตัวเยี่ยงนักโทษมานาน 16 ปีว่าเธอจะยุติการอดอาหารประท้วงแล้วโดยจะดีเดย์ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้

         ชาร์มิลาพูดสั้นๆ โดยไม่ให้รายละเอียดใดๆ ว่า "ฉันต้องการชีวิตของฉันกลับคืนมา” พร้อมกับเผยถึงแผนการในอนาคตว่าเธอเตรียมการจะลงสมัครรับเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในรัฐนี้ซึ่งจะมีขึ้นในปีหน้า รวมไปถึงการเตรียมการแต่งงานกับเดสมอนด์ คูทินโฮ คู่หมั้นชาวอินเดียเกิดในอังกฤษวัย 52 ปีซึ่งรู้จักมักจี่กันผ่านจดหมายที่เขาเขียนถึงเธออย่างสม่ำเสมอหลังจากรับรู้เรื่องราวของเธอเมื่อปี 2552 พร้อมกับขอแต่งงานด้วยทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนจนกระทั่งวันที่เธอถูกนำตัวขึ้นศาล

ภาพ Reuters

(ภาพ Reuters ) 

         เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ชาร์มิลาเล่าว่า เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ผู้หญิงในชุมชนจะอดอาหารเป็นประจำ 1 วันในทุกๆ สัปดาห์ช่วงที่ "พระแม่” หรือเจ้าแม่เสด็จออกจากที่ประทับในบ้านคืนสู่สวรรค์ ระหว่างนั้นเองเธอก็ได้ยินข่าวว่าได้เกิดเหตุระเบิดใกล้รถทหารคันหนึ่งที่จอดอยู่นอกเมืองอิมพัล แม้ว่าจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่หน่วยคอมมานโดได้ตอบโต้ด้วยการกราดยิงฝูงชนตรงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 10 คน ฝ่ายทหารอ้างว่าเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ผลการพิจารณาคดีของศาลไม่พบหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของทหารแม้แต่น้อยก็ตาม

          เมื่อเห็นภาพการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ชาร์มิลาซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นอาสาสมัครให้กลุ่มสอดส่องด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรง รวมทั้งรวบรวมข้อมูลต่างๆ นอกเหนือจากเข้าร่วมการประท้วงและการเดินขบวนโดยสันติ จึงตัดสินใจจะประท้วงด้วยการอดอาหารอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตากให้ใครรู้แม้กระทั่งแม่

          ผ่านไป 4 วันที่เธอไม่กินไม่ดื่ม เพื่อนร่วมงานต่างเริ่มผิดสังเกตเนื่องจากเห็นอาการซูบซีด อ่อนล้า พอทราบความจริงทุกคนก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อมว่าการอดอาหารประท้วงเงียบๆ จะไม่ได้ผลใดๆ ยกเว้นทำเป็นเรื่องสาธารณะ กระจายข่าวให้คนทั่วไปรู้ว่าเธอประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจล้นฟ้าแก่ทหารในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกันโดยไม่ถูกนำตัวขึ้นศาล

          ชาร์มิลา ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีลูกถึง 9 คนและเป็นแกะดำของครอบครัวเนื่องจากหัวแข็งดื้อดึงและคิดไม่เหมือนใครเห็นด้วยทันที เพราะเธอเติบโตขึ้นในยุคที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ในรัฐมณีปุระและจัมมู-แคชเมียร์มาตั้งแต่ปี 2501 เธอเคยชินกับภาวะเคอร์ฟิวการเห็นภาพทหารจำนวนมาก รวมทั้งหน่วยคอมมานโดของตำรวจลาดตระเวนและประจำการอย่างหนาแน่น แม้กระทั่งภาพของชาวบ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถูกทหารทำร้ายเป็นประจำรวมไปถึงเด็กเล็กที่ถูกดึงตัวจากรถโดยสารมาซ้อมเล่น

         นักเคลื่อนไหวหลายคนเปิดเผยว่า ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เฉพาะที่มณีปุระ มีชาวบ้านถูกสังหารจากการกระทำที่เกินกว่าเหตุของทหารถึงกว่า 1,500 ราย แต่กองทัพยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่าไม่มีทหารก่อเหตุรุนแรงใดๆ

          เมื่อการอดอาหารประท้วงของชาร์มิลากลายเป็นข่าวใหญ่ ใช่แต่ครอบครัวของเธอจะไม่เห็นด้วย แถมยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเปลี่ยนใจ ทางการก็ยื่นมือเข้ามาจัดการกับชีวิตของเธอด้วยการนำตัวไปกักบริเวณในโรงพยาบาลเนห์รูและใช้กำลังบังคับเธอด้วยการให้อาหารทางท่อที่สอดเข้าทางจมูกวันละ 3 เวลา รวมแล้วมีแคลอรี 1,600 แคลอรี

          ทุกๆ วันจะมีหมอ 6 คนคอยตรวจสุขภาพแล้วยังจับตัวชั่งน้ำหนักเป็นประจำ ตอนนี้เธอมีน้ำหนัก 46 กก.แต่ละปีจะมีการปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ก็แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวจากนั้นก็ถูกกักตัวอีกในข้อหาพยายามฆ่าตัวตาย กระนั้นเธอก็ยังเข้มแข็งไม่ยอมถอดใจจากการต่อสู้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงด้วยสันติวิธี แม้ว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น นักเคลื่อนไหวหลายคนถูกข่มขืนและถูกฆ่า แต่ก็ยังไม่มีการยกเลิกการประกาศใช้กฎหมายฉบับนั้นแต่อย่างใด

 16 ปีของการอดอาหารประท้วงของ"นางสิงห์เหล็กแห่งมณีปุระ”

(โปสการ์ดข้างเตียงรพ.ที่มีผู้ส่งมาให้กำลังใจจากทั่วโลก / ภาพ India Express )

 

          ภายในห้องพิเศษเลขที่ 1 ที่โรงพยาบาลเยาวหะราล เนห์รู ในเมืองอิมพัล อันเป็นที่กักกันชาร์มิลามานาน 16 ปี จนสีฟ้าทะเลของผนังห้องเริ่มจางลงตามกาลเวลา เพื่อสร้างความสดใส ผนังห้องจะปะรูปต่างๆ อาทิ โปสเตอร์รูปนกพร้อมบทสวดภาวนา หรือภาพข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไอริช ไทม์ส เป็นข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเนลสัน แมนเดลา บนโต๊ะในห้องนั้นกองสุมไปด้วยของที่ระลึกที่สะท้อนถึงความรักและมิตรภาพ ของขวัญและจดหมายของเพื่อนๆ ครอบครัวและผู้สนับสนุนจากต่างประเทศ ซึ่งทุกวันเธอจะได้รับจดหมาย 6-7 ฉบับจากมิตรชาวต่างประเทศที่แม้จะไม่เคยรู้จักกันแต่มิตรแปลกหน้าเหล่านั้นต่างให้กำลังใจการต่อสู้ของเธอมาตลอด 

          อย่างรายของหญิงชาวออสเตรเลียคนหนึ่งที่พำนักอยู่ในเวียดนามซึ่งได้ส่งจดหมายติดต่อกับเธอเป็นประจำ หนำซ้ำยังยินดีร่วมอดอาหารหนึ่งวันในทุกๆ 3 เดือนเพื่อเป็นสัญลักษณ์การสนับสนุนการต่อสู้ของเธอ เหนื่ออื่นใดก็คือจดหมายจากคูทินโฮคู่หมั้นที่เต็มไปด้วยถ้อยคำหวานซึ้ง แถมยังส่งตุ๊กตาน่ารักมาให้ ตัวล่าสุดก็คือตุ๊กตาหมีสีน้ำตาล

          แม้ภายในห้องจะไม่มีโทรทัศน์ วิดีโอ โทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต ไม่มีนาฬิกาแม้แต่เรือนเดียว ขณะที่คนจะมาเยี่ยมก็ถูกจำกัดแค่สัปดาห์ละ 3 วันและได้เยี่ยมคนละแค่ 20 นาที แต่เธอก็ไม่เหงา “ฉันยุ่งตลอดเวลา เพื่อนๆ ต่างหางานให้ฉันทำจนแทบไม่มีเวลาว่าง” ถ้าพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง เธอก็จะเขียนบทกวี อ่านวรรณกรรมและเดินไปรอบๆ โรงพยาบาลพร้อมด้วยผู้มาเยี่ยมเยียน ความสุขของเธอยังอยู่ที่การเลี้ยงหนูตะเภา 2 ตัว

          กำลังใจ เสียงหัวเราะและอารมณ์ขัน ล้วนแต่เป็นโอสถวิเศษทำให้เธอมีแรงฮึดสู้โดยไม่คิดย่อท้อแต่อย่างใด

          กระนั้น การต่อสู้ของเธอกลับถูกบิดเบือน “คนส่วนใหญ่ในประเทศมองว่าฉันเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวตนของฉันแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ฉันต่อสู้เพื่อความเป็นเอกภาพของอินเดีย หลังจากทหารใช้อำนาจก่อเหตุร้ายต่างๆ ถ้าหากรัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจล้นฟ้าแก่ทหาร อินเดียก็จะสูญเสียรัฐมณีปุระไปโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่รัฐบาลมัวแต่ห่วงว่าถ้าหากยกเลิกกฎหมายฉบับนี้จะทำให้สูญเสียแคว้นจัมมู-แคชเมียร์ให้แก่ปากีสถาน ฉันอยากจะถามรัฐบาลเช่นกันว่าทำไมไม่ลองพยายามเข้าถึงจิตใจถึงหัวอกของประชาชนที่ไม่พอใจด้วย”

          พลันที่เธอประกาศจะยุติการอดหารประท้วงในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ได้จุดประกายการโต้เถียงครั้งใหญ่ขึ้นในรัฐเล็กๆ แห่งนี้ ผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เกรงว่าเธอจะถูกนักการเมืองป้ายสีจนทำให้แปดเปื้อน รวมทั้งตั้งคำถามว่าการที่เธอเปลี่ยนใจเลิกอดอาหารประท้วงเป็นเพราะเชื่อลมปากของคูทินโฮ คู่หมั้น ซึ่งคนใกล้ชิดของเธอหลายคนออกปากว่าเป็นคนแปลกๆ ชอบกล

          กระนั้น คนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าคงถึงเวลาที่ชาร์มิลาจำเป็นต้องทบทวนยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่แล้ว “ความคิดและการปัญหาที่เธอต่อสู้นั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าการต่อสู้ของคนเพียงคนคนเดียว” สัญชัย ฮาซาริกา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและการวิจัยนโยบายแห่งนอร์ธอีสต์ในกรุงนิวเดลีให้ความเห็น “ผมไม่คิดว่าเธอจะหันหลังให้การต่อสู้ คนที่สนับสนุนเธอเพื่อกดดันให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นจำเป็นต้องให้เกียรติและเคารพเธอในสิ่งที่เสียสละมายาวนาน”

          นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งให้ความเห็นว่าการอดอาหารประท้วงของชาร์มิลานั้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระเทือนไม่ใช่น้อย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือตอนที่เธอเริ่มต้นอดอาหารประท้วงใหม่ๆ นั้น หนึ่งในเรื่องต้องห้ามในสมัยนั้นก็คือการห้ามตั้งคำถามใดๆ กับการกระทำเกินเหตุของทหาร แต่ทุกวันนี้มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับกฎหมายให้อำนาจพิเศษฉบับนั้น เหนืออื่นใด ศาลสูงสุดของอินเดียเพิ่งตัดสินเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่ากองทัพไม่สามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายได้ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในรัฐนั้นซึ่งต้องการให้คว่ำกฎหมายฉบับนี้

          “ถ้าหากสิ่งที่ทำไป 16 ปีไม่ได้ผลอะไรเลย ก็ป่วยการเปล่าที่จะอดอาหารต่ออีก 16 ปีข้างหน้า ตอนนี้ฉันจึงตัดสินใจจะกระโจนสู่การเมือง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำไมฉันจะทำไม่ได้ในฐานะนักการเมือง ในเมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว” สตรีเหล็กแห่งมณีปุระให้ความเห็น