จากพระตำหนักฯสู่ศูนย์ศึกษา ณ ดินแดน 3 ดำแห่งภูพาน
โดย - ดลมนัส กาเจ
การเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และสกลนคร เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปสัมผัสความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ที่เขียวขจีล้อมรอบพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ดินแดนสวรรค์ของคนรักต้นไม้
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สร้างขึ้นมาเมื่อปี 2518 ตั้งที่อยู่ท่ามกลางเทือกเขาภูพาน เขตรอยต่อระหว่างท้องที่ อ.ภูพาน จ.สกลนคร ในพื้นที่ 1,940 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนคร 16 กิโลเมตร เป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตอนที่ไม่มีพระองค์ใดประทับอยู่ สำนักเลขาธิการพระราชวังจะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน ซึ่งว่าที่ ร.ต.ทวี แพงยอด หัวหน้ากรมวัง ที่มาต้อนรับ และพาชมสถานที่ต่างๆ ภายในบริเวณพระตำหนักบอกว่าในแต่ละปีที่นักท่องเที่ยวเข้าชมปีละเรือนแสนคน โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาวจะมีผู้คนเข้าไปสัมผัสความอลังการของไม้ดอกและป่าธรรมชาติอาทิตย์ละนับหมื่นราย
เมื่อเราดินเข้าไปภายในเขตพระราชฐาน จะพบลานกว้างที่คลุมด้วยเงาไม้ยืนต้น เป็นสถานที่ประกวดผ้าไหมในภาคอีสานที่มีขึ้นทุกปี ถัดไปเป็นบริเวณที่เรียกรวมๆ ว่าหมู่พระตำหนัก จะเห็นพระตำหนักที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นตึกใหญ่สองชั้น มีสไตล์การตกแต่งที่หรูและดูคลาสสิก ประกอบด้วย “พระตำหนักปีกไม้” ที่ใช้เป็นเรือนรับรองสร้างในรูปแบบล็อกเคบิน ถัดจากหมู่พระตำหนัก ที่บริเวณเนินหน้าผาห่างจากพระตำหนักปีกไม้ ประมาณ 500 เมตร มีพระตำหนักที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน และต่อมามีการสร้างพระตำหนักหลังหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมเป็นพระตำหนักทั้งหมด 4 หลัง
ห่างจากพระตำหนักใหญ่ประมาณ 1,500 เมตร เมื่อก่อนเป็นบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ เมื่อครั้งที่เป็น พล.ท.เปรม และดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 สมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีอาคารบ้านพักข้าราชการฝ่ายในอีกรวมแล้ว 130 หลังอยู่รายรอบมีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม ประกอบด้วย สวนรวมพันธุ์ไม้ สวนแบบประดิษฐ์ สวนประดับหิน สวนหินประดับประดา และสวนแบบธรรมชาติ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ดูแล 112 คน และลูกจ้างอีก 40 คน
ถัดจากพระตำหนักหลังใหญ่จะเป็นเรือนคำหอม เป็นที่ประทับทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งอดีต เลยไปอีกเล็กน้อยมีกระท่อมเล็กๆ ถูกปลูกไว้เรียงรายที่ ร.ต.ทวี บอกว่า เป็นแบบบ้านชนบทแบบดั้งเดิม ที่ชนเผ่าที่อยู่ในภาคอีสาน 8 เผ่า พร้อมกับเครื่องมือเกษตรและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชมอีกด้วย
“จุดเด่นของที่นี่ถ้ามาในฤดูหนาวจะแลเห็นดอกเฟื่องฟ้าบานสะพรั่งสวยงามมาก มีนักท่องเที่ยวบันทึกภาพอย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีดุสิตา มณีเทวา และทิพย์เกสร จะออกดอกให้ห้ชมเฉพาะช่วงหน้าหนาวเท่านั้น ส่วนไม้ดอกรับแขกที่ออกดอกประปรายและมีให้เห็นแทบทุกฤดู กุหลาบมีหลายสายพันธุ์ และหลากหลายสีก็เป็นอีกจุดเด่นเช่นกัน” ว่าที่ ร.ต.ทวี ระหว่างที่นำคณะไปชมตามจุดต่างๆและสุดท้ายไปเขื่อนขนาดเล็กมีรูปแบบเหมือนเขื่อนภูมิพลที่ จ.ตาก มีชื่อว่า “เขื่อนตาดโตน” สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในพระราชตำหนัก แต่กระนั้นว่าที่ ร.ต.ทวี บอกน้ำใช้ไม่เพียงพอต้องผันน้ำจากเขื่อนห้วยเดียก ซึ่งเป็นโครงการชลประทานของ จ.สกลนคร อยู่ห่างกันราวอีก 20 กม. มาใช้ในฤดูแล้ง
“พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เสมือนเป็นที่ประทับเวลาในหลวงและพระราชินี รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเวลาที่พระองค์ทรงงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร บางครั้งพระองค์จะมาประทับนานเป็นแรมเดือน”หัวหน้ากรมวังกล่าว ก่อนที่พวกจะเราอำลาพระตำหนักฯ
เป้าหมายมุ่งหน้าไปดูงานที่ ณ ดินแดน “3 ดำมหัศจรรย์” แห่งภูพาน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นรายการต่อไป (โปรดติดตามอาทิตย์หน้า)



