
รัฐตำรวจซ้อนรัฐ
ตราบใดที่นักการเมืองยังไม่ยอมให้เกิดการปฏิรูปองค์กรตำรวจแห่งชาติ ลดขนาดและปรับตำแหน่งและโครงสร้างยศให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ตำรวจเป็นองค์กรของผู้รักษากฎหมาย รับใช้ประชาชนแบบมืออาชีพ รักษาสถานภาพ
และไม่ยอมให้เกี่ยวโยงกับการเมือง จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าต้องมีระบบวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่ง เกิดการไร้ระบบคุณธรรม ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีผลงาน ถูกข้ามไปโดยผู้ใช้ลิ้นกระดาษทราย น้ำลายชะแล็ก ปูทางสู่ความก้าวหน้า มีศักยภาพในการหาเงินเพื่อส่งให้เจ้านาย
ต้องยอมรับว่าองค์กรตำรวจนั้นเป็นแหล่งอำนาจ ผลประโยชน์มหาศาล มีตำรวจแกะดำซึ่งทำตัวเป็นอาชญากรสวมเครื่องแบบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่ทำหน้าที่รักษากฎหมาย รับใช้นักการเมืองชั่วร้าย แต่ยังดีที่ยังมีตำรวจมืออาชีพอยู่บ้าง ทำให้องค์กรนี้ไม่ถึงกับขาดความน่าเชื่อถือจนหมดสิ้น จนต่ำกว่าความน่าเชื่อถือของหญิงโสเภณี ดังที่ได้สำรวจความคิดเห็นบุคคลในอาชีพต่างๆ ในประเทศอื่น
การไม่ควบคุมระดับยศและตำแหน่ง ทำให้ตำรวจไทยมียศสูงถึงพลตำรวจเอกมากมาย แม้กระทั่งหัวหน้าตำรวจจังหวัดก็มียศพลตำรวจตรี ถ้าไม่ควบคุม อาจมีพลตำรวจเอกเป็นหัวหน้าตำรวจจังหวัด เพราะความเฟ้อจนผู้บริหารประเทศไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทำให้องค์กรตำรวจมีอำนาจต่อรอง กำหนดระเบียบมาคุ้มครองตัวเอง เพื่อป้องกันนักการเมืองเข้ามามีส่วนจัดโผแต่งตั้งโยกย้าย แต่กลายเป็นขุมผลประโยชน์อย่างมากมายในการรีดไถเจ้าหน้าที่ ซึ่งสามารถลงทุนซื้อตำแหน่งด้วยเงินหลายสิบล้านพร้อมกับการส่งรายได้จากการรีดไถและส่วยจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งธุรกิจสีเทา นอกกฎหมาย จนมีคำเปรียบเปรยว่า “เมียทหารนับขวด เมียตำรวจนับแบงก์” เพราะตำรวจถูกมองว่ามีขีดความสามารถในการสร้างรายได้สูง ทั้งการทำสำนวนคดีสอบสวนทั้งทวนน้ำ ตามน้ำ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ มีความสนิทสนมกับพวกนอกกฎหมายและนักการเมืองชั่วร้าย เป็นต้น
ปัญหาในองค์กรตำรวจปัจจุบันสะท้อนให้เห็นชัดว่า การผยองในอำนาจเกือบไร้ขอบเขตทำให้นายตำรวจกล้าแข็งข้อ ไม่ยำเกรงผู้บริหารบ้านเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือกิจกรรมนอกกฎหมายของนักการเมืองหรือเครือข่ายสมุน ทำให้สร้างอำนาจต่อรองเพื่อให้ได้มาหรือรักษาตำแหน่ง สร้างความเสียหายต่อระบบคุณธรรม ความถูกต้องดีงาม จนกลายเป็นปัญหาของชาติทุกวันนี้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนอันดับหนึ่ง ตามที่ถูกเปิดเผยโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุง ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรตำรวจอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นตำรวจมืออาชีพ เปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นนักรีดไถ สร้างปัญหาสังคม ให้มาเป็นผู้รักษากฎหมาย พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง แต่จะมีนักการเมืองซึ่งมีความจริงใจ ตั้งใจจริงในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยไม่หวั่นต่อแรงกดดันจากองค์กรตำรวจหรือไม่ อย่างน้อยที่สุด ผู้ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่ไร้เส้นสาย เงินสำหรับวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง น่าจะสนับสนุน แต่ผู้นำองค์กรต้องเป็นคนดี ได้รับการยอมรับจากสังคมเช่นกัน ถ้ายังละเลยต่อปัญหานี้ สถานการณ์จะเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อผลประโยชน์ขยายตัวจนเป็นตัวขวางการเปลี่ยนแปลง



