สยายปีก"ยโสธรโมเดล"ลงใต้นำร่อง"พัทลุง"
เร่งต่อยอด“ยโสธรโมเดล”เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ปูพรม10จังหวัดมีศักยภาพ คาด3ปี เนื้อที่เพิ่ม1แสนไร่ หวังสินค้าออร์แกนิคขยายตัว 20-30 %
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ “ยโสธรโมเดล” ซึ่งเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) พัฒนาต่อยอดผลิตเกษตรอินทรีย์ พร้อมขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพอีก 10 จังหวัด อาทิ พัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม
ภายในปี 2561 ตั้งเป้าพื้นที่ จ.ยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 6 หมื่นไร่ จากเดิมที่มี ประมาณ 4 หมื่นไร่ รวมเป็น 1 แสนไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 3.5 หมื่นตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ รวมถึงสัตว์น้ำและไข่ไก่ ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10 % และมีเป้าหมายส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค (Organic) ได้ประมาณ 20-30 %
“กระทรวงเกษตรฯได้เร่งพัฒนาความรู้ สนับสนุนการผลิตเกษตรอินทรีย์ มีเป้าหมายจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ต้นแบบ/ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ ขยายผลการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 32 แห่ง พัฒนาส่งเสริมหมู่บ้านผลิตข้าวอินทรีย์ 7 หมู่บ้าน ส่งเสริมผลิตไก่ไข่-เป็ดอินทรีย์ 14,230 ตัว ปัจจัยการผลิตกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ 51 กลุ่ม เกษตรกร 242 ราย ฝึกอบรมการผลิตเกษตรอินทรีย์ 3,740 ราย ศึกษาวิจัยประสิทธิภาพ คุณภาพ ต้นทุนผลิตไก่ไข่ เป็ดไข่ โคนมระบบอินทรีย์ 14 เรื่อง”ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าว
ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ขณะนี้ มกอช.ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาค นำร่องที่ จ.พัทลุง และขอนแก่น โดยใช้แนวคิดยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และเป็นการตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติปี 2559-2564 ด้วย
ข้าวสังข์หยด
การเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ สามารถช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกร และทำให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดว่า เกษตรกรผู้ผลิต ผู้แปรรูป สินค้าเกษตรอินทรีย์จะมีการวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และผู้ส่งออกได้ ทั้งเกิดการรวมกลุ่มวางแผนผลิตและระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ให้เกื้อกูลอย่างครบวงจร มีตลาดรองรับที่แน่นอน คาดว่าจะได้ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมโยงกันในระดับภาคและระดับประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแอพลิเคชั่นไลน์ (Application Line) เป็นต้น
“ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทร์ราว 1.6 แสนไร่ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 หมื่นตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60 % ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร สินค้าประมง ปศุสัตว์อินทรีย์ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท สินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง คือข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ส่งออกผักและผลไม้อินทรีย์ อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ฯลฯ โดยมีตลาดส่งออก ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว



