ข่าว

ยุพิน ผูกพานิช‘ผ้านวมฝ้ายออแกนิก’พลิกชีวิตชุมชน

ยุพิน ผูกพานิช‘ผ้านวมฝ้ายออแกนิก’พลิกชีวิตชุมชน

05 ส.ค. 2559

ยุพิน ผูกพานิช‘ผ้านวมฝ้ายออแกนิก’พลิกชีวิตชุมชน : คมคิดจิตอาสา เรื่องโดย ปาณิสรา บุญม่วง ภาพโดย สันทนา รัตนอำนวยศิริ

            “ผ้านวมฝ้าย” ที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในครอบครัว ทั้งห่มนอน ปูเป็นที่นอน หรือสารพัดประโยชน์ แต่วันนี้ “ผ้านวมฝ้าย” ถูกพัฒนาเป็น “ผ้านวมฝ้ายออแกนิก” จากความคิดที่อยากจะกลับมาพัฒนาฝ้าย ที่แม่ปลูกไว้ในไร่ของครอบครัว ให้เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน และกระจายรายได้ให้คนในชุมชน

            จ๋า หรือ ยุพิน ผูกพานิช  ผู้บุกเบิก ผลิตภัณฑ์ Fabric Art (Kotton Komfort) เล็งเห็นปัญหาด้านประโยชน์ของฝ้าย คุณภาพของฝ้ายและสุขภาพของคนปลูกฝ้าย ซึ่งเป็นแนวคิดหลังจากลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ ในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และกลับมาอยู่ที่ จ.เพรชบูรณ์ บ้านเกิด

            ยุพินเล่าว่า เติบโตมากับต้นฝ้ายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะครอบครัวมีไร่ฝ้าย และเก็บฝ้ายมาเย็บผ้านวมแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง และคนรู้จัก ทำให้ยุพินเกิดความสนใจที่จะกลับมาพัฒนาผ้านวมที่เห็นแม่เย็บเป็นประจำ เป็นธุรกิจผ้านวมจากฝ้ายที่ปลูกแบบธรรมชาติในไร่ของเขาเอง เพื่อต่อยอดเป็นอาชีพให้ครอบครัวของเธอและคนในชุมชน

            “ฝ้ายออแกนิก หรือฝ้ายอินทรีย์ ที่จ๋าปลูก ต่างจากฝ้ายของที่อื่น ตรงที่ฝ้ายของครอบครัวจ๋าไม่เคยใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือฮอร์โมนเร่งโต ทุกกระบวนการปลูก เราดูแลเองทั้งหมด ตั้งแต่การหยอดเมล็ดฝ้าย กำจัดวัชพืช พรวนดิน รดน้ำ ไปจนถึงการเก็บฝ้ายทีละดอก และในทุกขั้นตอนจะต้องใช้เวลา ใช้ความใส่ใจอย่างมาก ลูกค้ามั่นใจได้ว่าฝ้ายของ Fabric Art ปลอดภัยอย่างแน่นอน”

            ยุพินมองว่า การใช้สารเคมีในการปลูกฝ้ายจะส่งผลเสียต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค โดยเรื่องสุขภาพ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งจะส่งผลเสียต่อสภาพดินที่ปลูกต้นฝ้ายด้วย ส่วนการปลูกฝ้ายแบบธรรมชาติ หรือออแกนิก จะช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภค

            ผลิตภัณฑ์ “ผ้านวมออแกนิก” Fabric Art (Kotton Komfort) ได้รับโอกาสจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือศักดิ์สิทธิ์ ให้เข้าอบรมขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมด้านการตลาด พัฒนาสินค้าให้สามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังนำสินค้าไปจัดแสดงในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี โปรตุเกส เป็นต้น ได้ทั้งประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ๆ จากผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของยุพิน ถือเป็นการสร้างโอกาส สร้างความแตกต่าง และเป็นประโยชน์ต่อผลิตภัณฑ์ของเธอเป็นอย่างมาก

            ยุพินบอกถึงความแตกต่างระหว่างผ้านวมฝ้ายออแกนิกของเธอ กับผ้านวมที่ผลิตมาจากใยโพลีเอสเตอร์ว่า ใยโพลีเอสเตอร์ คือ พลาสติกที่นำมาตีให้เป็นเส้นเพื่อนำมาทำเป็นผ้านวม ผลิตมาจากเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่มีส่วนผสมของสารเคมีทุกกระบวนการ และไม่สามารถย่อยสลายได้ ส่วนผ้านวมฝ้ายออแกนิกของเธอ เกิดมาจากภูมิปัญญาของคนไทย ที่เย็บผ้านวมด้วยมือมาอย่างยาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น ใช้ฝ้ายที่เป็นวัตถุดิบธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้ และมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ปรับสภาพได้ตามอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์อีกด้วย

            “ผ้านวมฝ้ายออแกนิก” เกิดจากความตั้งใจ ใส่ใจ และจิตวิญญาณของผู้ผลิต ถ้าไม่มีใจรัก ไม่มีความอดทน จะไม่สามารถผลิตผ้านวมออกมาได้ ซึ่งผู้ผลิตไม่ได้หวังผลกำไรมากมาย แต่ตั้งใจทำ อยากให้ผู้บริโภคได้ใช้ของดีๆ ที่ผลิตจากธรรมชาติล้วนๆ และเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบต่อกันมา ไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้ชื่นชม”

            นอกจากมีผลิตภัณฑ์ผ้านวมแล้ว ฝ้ายออแกนิก Fabric Art (Kotton Komfort) ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก เช่น หมอน ตุ๊กตา ยางมัดผม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนารูปแบบของผ้านวมและขนาดของผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ฝ้ายออแกนิกอีกทางหนึ่งด้วย

            ยุพินเล่าอีกว่า เมื่อก่อนฝ้ายขายได้เพียงกิโลกรัมละ 40 บาท ขายได้ปีละ 500-600 กิโลกรัม แต่เมื่อนำฝ้ายมาแปรรูปแป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ชุมชนมีการกระจายรายได้มากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นตามลำดับด้วย

            ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักฝ้าย Fabric Art (Kotton Komfort) จึงจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปทุกครั้งที่มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่มาชมงานได้มีส่วนร่วมและรู้จักฝ้ายมากขึ้น เช่น ให้เด็กๆ นำฝ้ายมาทำตุ๊กตา หรือแจกเมล็ดฝ้ายให้ทุกคนที่เข้ามาดูผลงานถือเป็นการแพร่ขยายพันธุ์ฝ้ายไปในตัว

            ส่วนในอนาคต ยุพิน วาดหวังไว้ว่าจะทำโครงการแจกเมล็ดฝ้ายตามโรงเรียนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักปลูกและดูแลรักษาต้นฝ้าย เมื่อต้นฝ้ายโตขึ้น เด็กๆ ก็สามารถเก็บฝ้ายมาทำเป็ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ รวมถึงเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ฝ้ายและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

            ยุพินทิ้งท้ายด้วยว่า คนเราไม่จำเป็นต้องมุ่งหวังที่จะทำงานหาเงินในเมืองเพียงอย่างเดียว หากลองย้อนกลับมามองดูที่บ้าน ที่มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีไร่นา แล้วค่อยๆ คิด ค่อยๆ วางแผน พัฒนาสิ่งใกล้ตัวเรา เราก็สามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง

            “ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเรา การได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว ก็ถือเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินทองซื้อมา เพียงเราปรับความคิด หันกลับมามองตัวเอง ทำในสิ่งที่เราชอบ เราทำได้ และเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและคนรอบข้าง เท่านี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว”