
เชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้นรอบ7เดือน
หอการค้าไทยเผยความเชื่อมั่นเดือนกรกฎาคมปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ชี้เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนโพลล์วันแม่คาดเงินสะพัด 1.2 หมื่นล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยในเดือนกรกฎาคม 2559 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 72.5 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 หรือปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบปี เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่คลี่คลาย ส่งผลให้สินค้าเกษตรดีขึ้น ทั้งข้าวเปลือกที่ราคาสูงกว่า 8,000 บาทต่อตัน ยางพาราขยับมาที่ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) จากก่อนหน้าอยู่ในระดับ 30 บาทต่อกก. รวมถึงราคาหมู และไข่ขยับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของภาคเกษตรกรเริ่มดีขึ้นตั้งในช่วงไตรมาส 2
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกตัวมีการปรับขึ้น ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับขึ้น จากระดับ 60.6 เป็น 61.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 66.5 เป็น 67.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับดีขึ้นจาก 87.6 เป็น 88.7 ขณะที่ผลสำรวจการใช้จ่าย ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือนทุกตัว ทั้งการซื้อรถยนต์คันใหม่ การซื้อบ้านหลังใหม่ การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และการลงทุนทำธุรกิจ(SMEs) ในปัจจุบัน
“สาเหตุสำคัญที่กลุ่มตัวอย่างมองว่าความเชื่อมั่นดีขึ้น เพราะประชาชนในต่างจังหวัดมองว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวขึ้น จากรายได้เกษตรกรในไตรมาส 2 ดีขึ้น คนจึงเริ่มรับรู้ว่ารายได้ปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งภาครัฐมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งส่วนที่มีงบอยู่แล้ว 1.5 แสนล้านบาท และเงินที่จะเข้ามาใหม่ ซึ่งจะทำให้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจประมาณ 2 แสนล้านบาท คนจึงมองว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น”นายธนวรรธน์ กล่าวและว่า หอการค้าไทยคาดว่าความเชื่อมั่นจะดีขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว โดยเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และทั้งปีจะขยายตัวได้มากกว่า 3%
ส่วนผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนในวันแม่ปี 2559 นั้น พบว่าประชาชนจะมีการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจที่ 12,711.7 ล้านบาท ขยายตัวดีขึ้น 3.8%จากปีก่อน ซึ่งในแง่มูลค่าถือว่าสูงสุดในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ที่มีมูลค่า 9,143 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2,000 บาท เป็น 4,000 บาท สะท้อนว่าประชาชนมั่นใจว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว จึงกล้าที่จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาฯ ที่ผ่านมาแล้ว



