ปรับสภาพดินด้วยระบบ“เลเซอร์”
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
ท่ามกลางความพยายามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้ลดต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรภายใต้แนวคิด “ปีแห่งการลดต้นทุน” โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตแทนแรงงานคนให้มากขึ้น ทำให้บริษัท ธาอัส จำกัด ได้นำเข้าเครื่องยิงเลเซอร์ สำหรับการปรับหน้าดินให้ความเสมอในระดับเดียวกันอย่างแม่นยำ นำร่องแล้วในพื้นที่นาภาคกลาง เกษตรกรผู้ร่วมโครงการยืนยันว่า เพียงเริ่มต้น เฉพาะค่าใช้จ่ายที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้กับเครื่องดูดน้ำเข้าแปลงนา ประหยัดต้นทุนและเวลาแล้วกว่าเท่าตัว
ธนัท ทรงเมธากฤตย์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ธาอัส จำกัด บอกว่า ความจริงการใช้เครื่องเลเซอร์ ในต่างประเทศมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้แต่เวียดนามก็ใช้เครื่องเลเซอร์ที่ใช้ปรับหน้าดินมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมกลับล้าหลังในเทคโนโลยีตัวนี้ บริษัท ธาอัส มองว่า การปรับหน้าดินให้มีความเสมอเท่ากันนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในแปลงเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยเฉพาะนาข้าว และแปลงปลูกอ้อย เพราะหากพื้นที่ไม่เสมอ จะส่งผลให้เพิ่มต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น และได้ผลผลิตที่คุณภาพไม่เท่าเทียมกัน
“เราลองนึกสภาพพื้นที่มีความลาดเอียงไม่เท่ากัน บางจุดมีน้ำขัง บางจุดเป็นสันดอนโผล่ออกมา ต้นข้าวมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน พอฝนตกน้ำฝนจะชำระล้างหน้าดินพัดเอาปุ๋ยที่ใส่ไว้ไปกองในพื้นที่ราบ ฉะนั้นต้องปรับหน้าให้เสมอ เวลาเติมน้ำจะได้ระดับเดียวกัน ทางบริษัทเราจึงนำเครื่องเลเซอร์สำหรับปรับหน้าดินมาจากสหรัฐอเมริกา เข้ามาใช้ในประเทศไทยช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมกับมีการออกแบบอุปกรณ์ปรับหน้าดินที่เหมาะกับประเทศไทยเป็นกล่องมีดลากหลังรถแทรกเตอร์ ที่ควบคุมด้วยระบบไฮดรอลิก ที่ทำให้สภาพดินเสมอทุกจุดเท่ากันหมด” ธนัท กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนัทยอมรับว่า เครื่องเลเซอร์ที่ใช้สำหรับปรับหน้าดิน ยังเป็นของใหม่ จำเป็นต้องใช้เวลาในการทำตลาด ล่าสุดร่วมกับภาครัฐ-เอกชน -เกษตรกร โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร ทดลองนำร่องในนาข้าวแปลงใหญ่ ภายใต้นโยบายประชารัฐ มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการให้พื้นที่นาข้าว 4 แปลง ขนาดแปลงละ 10 ไร่ ที่จ.นครสวรรค์ และชัยนาท พบว่าเกษตรกรที่ร่วมโครงการมีความพอใจมาก
สอดคล้องกับการบอกเล่าของ ชาติ วงศ์เทศ เกษตรกรผู้ร่วมโครงการวัย 53 ปีที่ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ บอกว่า ที่นาลุ่มๆ ดอนๆ ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำนา ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรจะใช้รถแทรกเตอร์ดันดินให้เสมอ แต่ทำได้ระดับหนึ่ง และต้องทำทุกปี หลังนำระบบเลเซอร์มาปรับดิน พบว่า พื้นที่นาราบในระดับเดียวกัน พอเติมน้ำ ได้น้ำที่มีความลึกเท่ากันหมด เห็นแล้วมหัศจรรย์มาก ถ้าเป็นแบบนี้กว่าจะปรับดิน 1 ครั้งอยู่ได้นาน 10 ปี ประหยัดเงินประหยัดเวลา
“แปลงนาของผมที่ร่วมโครงการ 10 ไร่ใช้เวลาปรับหน้าดินไร่ละ 1 ชั่วโมง ใช้เวลาดูดน้ำเพื่อจะให้น้ำเต็มทั่วนาในพืนที่ 10 ไร่ เพียง 9 ชั่วโมง เปลืองน้ำมันที่ใช้เครื่องดูดน้ำเพียง 5 ลิตร จากเดิมใช้เวลากว่า 2 วัน ใช้น้ำมัน 20 ลิตร ตรงนี้เห็นชัดเจนครับ ลองคำนวณดูว่ากว่าจะเก็บเกี่ยวต้องดูดน้ำหลายครั้งจะประหยัดเท่าไร” ชาติ กล่าว
เช่นเดียวกับ บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ เกษตรกรหมู่ 10 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ที่ร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ภายใต้นโยบายประชารัฐของกระทรวงเกษตรฯ บอกว่า ได้ทดลองใช้พื้นที่ 10 ไร่สำหรับปรับสภาพดินด้วยระบบเลเซอร์ เห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งหน้าดิน เสมอง่ายต่อการเพิ่มน้ำลงนา ต่างกับที่เคยทำแบบเดิมใช้เครื่องแทรกเตอร์ปรับดิน แต่ขาดความแม่นยำ สภาพหน้าดินไม่เสมอ พอใช้ระบบเลเซอร์ พบว่าประหยัดทั้งเวลาและน้ำมันกว่า 50%
ก็นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่สนใจ เพราะมีความแม่นยำสูงและเหมาะอย่างยิ่งกับเกษตรยุคใหม่ ที่กำลังประสบปัญหาต้นทุนสูง และแรงงานขาดแคลนด้วย



