ข่าว

รองปธ.สภาฯเสนอ"ชัย"นัดหน.พรรคถกผลสรุปกก.สมานฉันท์

รองปธ.สภาฯเสนอ"ชัย"นัดหน.พรรคถกผลสรุปกก.สมานฉันท์

09 ส.ค. 2552

“อภิวันท์” เสนอประธานสภาฯ นัดหัวหน้าพรรคหารือผลสรุป “กก.สมานฉันท์” ชงเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่รองประธานวุฒิสภา เผย ส.ว.ส่วนใหญ่หนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนนักวิชาการเสนอให้แก้ไขตัวนักการเมืองด้วย และควรเน้นเรื่องหลักการโครงสร้างอำนาจ พร้อมให้กำหน

 (9ส.ค.) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเสวนา เรื่อง “แนวทางสมานฉันท์ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ” จัดโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสมานฉันท์ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ที่เกี่ยวข้อง เสื้อเหลือง เสื้อแดง ฝ่ายการเมือง โดยต้องยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก

 พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มาจากการแย่งอำนาจของคน 2 กลุ่ม และการบังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายใดทำผิดกฎหมายก็ต้องรับผิด เพื่อสร้างมาตรฐานสังคมที่เป็นธรรม และต้องมีเมตตาธรรม มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน ด้วยความจริงใจ ไม่ว่าสีไหน การอภัยโทษ นิรโทษกรรมก็เป็นส่วนหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหา แต่จะทำโดยแนวทางอย่างไร การทำให้สังคมเป็นสุข อยู่บนหลักการพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป คนไทยต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด

 “ผมได้เสนอ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า เมื่อเปิดประชุมสภาฯ ในสัปดาห์หน้า ไม่แน่ใจว่าจะเป็นวันที่ 11-12 สิงหาคมนี้ จะเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาจจะเอาเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่” พ.อ.อภิวันท์ กล่าว

 ด้าน นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล เชื่อว่า ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหาโดยรวมไม่ได้เกิดจากคน 2 กลุ่ม แย่งอำนาจกัน แต่มาจากการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้เกิดการตรวจสอบมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ตรงนี้นำมาสู่กระบวนการตรวจสอบและถือเป็นจุดก่อให้เกิดวิกฤตปัญหาทางการเมือง ดังนั้น การนำไปสู่เป้าหมายสมานฉันท์ หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องคิดว่าแก้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ สิ่งที่ต้องร่วมสร้างจากนี้ คือ สร้างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์ภายใต้กลไกรัฐสภา

 นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นตัวเอกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นปัญหาเล็ก ควรมามองในเรื่องอำนาจที่หลายฝ่ายจะต้องปรับให้เกิดสมดุลกัน ถ้าไม่มีอำนาจใดมาคานกัน ถือเป็นเรื่องที่อันตราย ตนเป็นนักการเมืองพร้อมทำตามกติกา

 นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งต้องยอมรับว่ามาจากรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องยอมรับความจริงก่อน ซึ่งวุฒิสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ต้องดำเนินการแก้ไข โดยอาจตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ชุดที่ 3 ขึ้นมา ขณะเดียวกันยังเห็นด้วยกับการลดบทบาทของนักการเมือง เช่น คนที่เป็นรัฐมนตรีห้ามเป็น ส.ส จะได้มีคนเก่งจากภาคต่าง ๆ มาเป็นรัฐมนตรี ทั้งนี้ วุฒิสภายังเป็นที่พึ่งได้ เพราะ ส.ว.ทุกคนมีอิสระทางการเมือง มีความหลากหลาย เพียงแต่ตอนนี้รอการประสานมาให้ช่วยแก้ไขปัญหา

 นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งเรื่องการสมานฉันท์และการปฏิรูปการเมืองในระดับประเทศและภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต้องคิดว่าประเทศนี้เป็นของเรา ลดทิฐิลง เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ เอาความเป็นธรรมเข้ามาเป็นหลักในการพิจารณาแก้ไขปัญหา

 นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ปัญหายังอยู่ที่ตัวนักการเมือง คนที่เข้ามาสู่อำนาจ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประเทศมากเกินไป ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่มีส่วนที่ทำให้นักการเมืองดีขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้การเมืองพ้นวิกฤตไปได้ และการไม่ยอมรับความแตกต่างถือเป็นปัญหาเช่นกัน อย่างไรก็ตามเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้ทุกฝ่ายรับได้และให้การเมืองเดินต่อไปได้ แต่การแก้ต้องเป็นไปเพื่อลดอำนาจนักการเมืองด้วp

 “การแก้รัฐธรรมนูญควรเน้นเรื่องหลักการโครงสร้างอำนาจ ต้องออกแบบให้ถ่วงดุลกัน อย่าให้แต่ละองค์กรมีอำนาจมาก และต้องตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ รัฐธรรมนูญควรออกแบบให้รัฐสภามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล เพื่อสามารถควบคุมการทำงานของรัฐบาลได้ ส่วนรัฐสภาก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ” นายจรัส กล่าว

 นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่มีผู้ริเริ่มในการดำเนินการที่ชัดเจน แม้ผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ จะเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายควรหันหน้าคุยกัน เอาปัญหาหลังฉากมาพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะโครงสร้างของอำนาจแต่ละฝ่ายในรัฐธรรมนูญ

 นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช เลขานุการคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นธรรมหลายประเด็น ซึ่งที่ประชุมอนุกรรมการฯ ได้สรุปมาตราที่แก้ไขไว้ 6 ประเด็น เช่น ที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. การทำสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 190 แต่ส่วนตัวเห็นว่าในรัฐธรรมนูญยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่สอดคล้องกับระบบนิติรัฐ มีการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง จนเกิดการประท้วงไม่ยอมรับ เช่น มาตรา 309 ที่มาของ ส.ว.ระบบสรรหา การถ่วงดุลอำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องมาเซ็ตระบบกันใหม่

 นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ควรกำหนดบทบาทองคมนตรีให้ชัดเจนมากกว่านี้ว่า สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้หรือไม่ เพราะในตัวกฎหมายระบุว่าต้องไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง อาจจะถึงคราวต้องบัญญัติให้ชัดเจนว่าแสดงความเห็นทางการเมืองโดยตรงและโดยอ้อมไม่ได้ และใครก็ตามมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่ควรมาเป็น ส.ส.ร.ชุดใหม่

"จาตุรนต์"แนะต้องแก้รธน.เพื่อสร้างความสมานฉันท์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเปิดการเสวนาเรื่อง “แนวทางสมานฉันท์ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ” ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่มีกฎกติกาที่ไม่เป็นธรรม

 ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมแตกแยกเป็นสองฝ่าย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ยังจะมีอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น สังคมควรหาหลักการมาคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสมานฉันท์ ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มีทางออกเรื่องสมานฉันท์ที่ชัดเจน ต้องสรุปให้ชัดว่า รัฐธรรมนูญควรแก้ไขอย่างไร

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งเลยจุดที่เป็นเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปแล้ว ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันสร้างความสมานฉันท์อย่างแท้จริง เพื่อให้ความเห็นที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่เช่นนั้นความเห็นที่แตกต่างอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้