ส.ว.“สายล่อฟ้า”ร่าง รธน.ฉบับประชามติ
ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ ส.ว. ตามร่างรัฐธรรมนูญ มีอำนาจและบทบาทมาก แต่กลับไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ กรธ.ก็มีเหตุผลของเขา
ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ที่มีการพูดถึงกันมาก ก็คือ เรื่องที่มาและบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.)
เริ่มจากใน “บทเฉพาะกาล” มาตรา 269 ได้กำหนดว่า” ในวาระเริ่มแรกให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ถวายแนะนำ “ มีวาระ 5 ปี
ทั้งนี้ ส.ว. จำนวน 250 คน มีที่มาจาก 3 กลุ่ม ซึ่งโดยสรุปเกือบ 100% จะต้องเป็นคนที่ถูก คสช. เลือก ประกอบด้วย
กลุ่มแรก ส.ว.โดยตำแหน่ง จำนวน 6 คน มาจากเหล่าทัพต่างๆ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
กลุ่มสอง ส.ว. ที่ คสช. คัดเลือกจากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมา (ไม่เกิน 400 คน) โดยจะคัดให้เหลือจำนวน 194 คน
กลุ่มสาม ส.ว. ที่ คสช. คัดเลือกจากรายชื่อตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่คัดเลือกกัน (ไม่เกิน 200 คน) โดยจะคัดให้เหลือจำนวน 50 คน
ก็เลยทำให้มีการวิจารณ์กันว่า ส.ว.ชุดแรกนี้ จะมาคอยกำกับการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลขาดความอิสระ
ส่วนเมื่อ ส.ว. ชุดแรก ตาม”บทเฉพาะกาล”ครบอายุ 5 ปี ไปแล้ว ก็จะเข้าสู่”บทถาวร” คือ ส.ว. มีจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของผู้สมัครตามวิชาชีพ
สำหรับการลงประชามติในครั้งนี้ นอกจากจะลงมติว่า “เห็นชอบ” หรือ“ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีการลงประชามติเกี่ยวกับ “ประเด็นเพิ่มเติม” หรือที่เรียกกันว่า ”คำถามพ่วง” อีกด้วย
ซึ่ง“คำถามพ่วง” ถามว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่าในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น หาก “คำถามพ่วง” ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ก็จะทำให้ ส.ว.มีส่วนร่วมกับ ส.ส. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีอีกด้วยเพราะรัฐสภาประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.ทั้งที่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ผู้มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี คือ ส.ส. จำนวน 500 คนเท่านั้น ดังนั้น หาก “คำถามพ่วง” ผ่านประชามติ ก็ต้องไปแก้ไขร่างรัฐธรมนูญ ให้เป็นไปตามผลประชามติ
และการที่ “คำถามพ่วง” กำหนดว่าให้ใช้ “ในระหว่าง 5 ปีแรก” หมายความว่า ให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งและมีรัฐสภาชุดแรก โดยไม่จำกัดว่าจะให้เลือกนายกรัฐมนตรีกี่คน
ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 99 กำหนดให้ สภาผู้แทนราษฎรทุกชุด มีวาระ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง ดังนั้น หากประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ยังเลือกโดย ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกัน เท่ากับว่า ส.ส.และ ส.ว.จะร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรีได้อย่างน้อย 2 คน และหากนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนอยู่ครบวาระ ประเทศไทยก็จะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกโดยส.ส.และส.ว. เป็นเวลา 8 ปี
หรือหากภายในระยะเวลา 5 ปีแรก นายกรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งลาออก หรือต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น ส.ส.และส.ว.ก็ยังจะร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ ไม่ว่าจะต้องเลือกกี่คนก็ตาม
นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 270 วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ และคณะรัฐมนตรีต้องแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภา (ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.+ ส.ว )เพื่อทราบทุก 3 เดือน อีกด้วย
และจากการที่ ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่กลับมีบทบาทและอำนาจค่อนข้างมาก ทำให้มีคำถามตามมาว่า เป็นการสอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยหรือไม่
ซึ่งประเด็นนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้อธิบายว่า การที่ไม่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ผู้สมัคร ส.ว. ต้องพึ่งฐานเสียงของพรรคการเมืองเพื่อได้รับเลือกตั้ง จะได้ทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำจากนักการเมือง
อีกทั้งตาม“บทถาวร” ในมาตรา 107 ที่ให้ ส.ว. มีจำนวน 200คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆที่หลากหลายของสังคม เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มของสังคมมีสิทธิสมัครเป็น ส.ว. “เป็นเรื่องของประชาชน ประชาชนสมัครเอง เลือกกันเอง นักการเมือง ไม่เกี่ยว ”
ส่วนในเรื่องของคำถามพ่วง“ ที่ให้รัฐสภา ในระหว่าง 5 ปีแรก ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรี นั้น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ( สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ได้ร่วมกันตั้ง “คำถามพ่วง” ได้อธิบายว่า ในเมื่อรัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภา ก็ควรให้ ส.ว. และ ส.ส.ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะว่านายกรัฐมนตรี คือหัวหน้าทีมที่ทำให้การปฏิรูปประเทศประสบผลสำเร็จได้
ส่วนเหตุผลฝ่ายไหนจะดีกว่ากัน ก็แล้วแต่จะตัดสินใจในการลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคมนี้
******************
6 ข้อทำได้ 9 ข้อไม่ควรทำ ช่วงลงประชามติ
6 ข้อทำได้
1. การแสดงความเห็นของบุคคลโดยข้อเท็จจริง
2. การแสดงความเห็นโดยสุภาพ
3. การแสดงความเห็นที่เป็นข้อมูลชัดเจน
4. การแสดงความเห็นที่อ้างอิงผลการศึกษาวิจัย
5. การแสดงความเห็นผ่านสื่อโดยมีเหตุผลประกอบ
6. การนำเข้าหรือโพส์ตข้อความโดยไม่มีความเห็นเพิ่มเติมเข้าไป
9 ข้อไม่ควรทำ
1. หลีกเลี่ยงการ“เซลฟี่” หรือ “ถ่ายภาพ”การลงคะแนนของตัวเองภายในหน่วยออกเสียง
2. การสัมภาษณ์ผ่านสื่อในลักษณะชี้นำ
3.การนำเข้าข้อมูลผ่านเว็บไซต์, สื่ออิเล็กทรอนิกส์, การกดแชร์ และการกดไลค์ ที่เป็นเท็จ
4 . การทำสัญลักษณ์ รณรงค์เชิญชวน
5. การเปิดเวทีสัมมนา-อภิปราย โดยไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรตามกฎหมายกำหนด
6. การชักชวน ใส่เสื้อ ติดป้าย เข็มกลัด ปักธง โชว์ริบบิ้น อันเป็นเครื่องหมายหรือแสดงสัญลักษณ์ รวมถึงการแจกจ่ายและขายสิ่งของในลักษณะรณรงค์ทั่วไป
7.การแจกจ่ายเอกสารที่มีข้อความเป็นเท็จนำไปสู่เหตุวุ่นวายและการชุมนุม
8. การรายงานข่าวของสื่อมวลชน ซึ่งนำไปสู่การปลุกระดม
9. การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามความคิดเห็นของสังคม เพื่อออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ปลุกระดมหรือขัดขวาง



