ข่าว

จัดให้ 2 หมื่นล. ช่วยผู้รายได้น้อยในเมือง

จัดให้ 2 หมื่นล. ช่วยผู้รายได้น้อยในเมือง

02 ส.ค. 2559

ครม.ไฟเขียวมาตรการช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยในชุมชนเมืองใช้วงเงิน 2 หมื่นล้าน ดึงออมสินปล่อยกู้พ่อค้า แม่ค้า วินจยย. รายละไม่เกิน 5 หมื่น ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก 

               นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองตามแนวทางประชารัฐ โดยเป็นการดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน 2.มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน และ3.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการอิสระรายย่อย เช่น พ่อค้า แม่ค้า จักรยานยนต์รับจ้าง แม่บ้าน ผู้รับจ้างที่ให้บริการทั่วไป

               ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถขอกู้เงินจากธนาคารออมสินได้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่เมื่อรวมกับของเดิมที่เคยกู้ไว้กับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องไม่เกินรายละ 2 แสนบาท ระยะเวลาการผ่อนชำระคืนภายใน 5 ปี ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก ส่วนปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยสามารถใช้การค้ำประกันด้วยบุคคล, หลักทรัพย์ หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถยื่นเรื่องที่ธนาคารออมสินได้ภายในสิ้นปี 2559

           สำหรับมาตรการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนนั้น ธนาคารออมสินจะพักการชำระเงินต้นและชำระดอกเบี้ยนานสูงสุดเป็นเวลา 3 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้เพิ่มได้เท่ากับระยะเวลาพักชำระเงินต้น หรือขยายเวลาการชำระหนี้ได้ 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ แต่ไม่เกิน 20 ปี โดยผู้สนใจเข้าร่วมรับความช่วยเหลือจากมาตรการนี้ได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2559

           ส่วนโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมืองนั้น มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 1.5 แสนครอบครัว ครอบครัวละ 1 คน กระจายตามพื้นที่ทุกจังหวัด ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2559 ใช้งบประมาณรวม 163 ล้านบาท

           “มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 9 ล้านคน โดยงบประมาณที่ใช้รวมทั้งมาตรการเป็นวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท” นายกอบศักดิ์กล่าว

           ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวภายหลังการประชุมเดือนสิงหาคม 2559 ว่า ที่ประชุม กกร.ยังคงกรอบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ร้อยละ 3–3.5 และการส่งออกติดลบร้อยละ 0-2 แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่ติดลบแบบชะลอตัวลงและสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ขณะเดียวกันผลจากภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกับยอดขายรถยนต์ที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนภาวะการใช้จ่ายในประเทศปรับตัวดีขึ้น

           “เศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง จากการใช้จ่ายภาครัฐ และการขยายตัวทางการท่องเที่ยว มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งนักท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวร้อยละ 13 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงเพิ่มขึ้น” นายปรีดีกล่าว

           อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจกิจโลกที่ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากเบร็กซิท ปัญหาภาคธนาคารในยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่จะต้องแข็งค่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านและแข็งค่าขึ้นตามความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่จะต้องติดตามหากมีการแข็งค่าจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นถือว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้น เชื่อว่าภาครัฐจะต้องมีการติดตามดูแลใกล้ชิด