
ศึก! ไฟกทม.39ล้านบ.
“สุขุมพันธ์” ฟ้องหมิ่น “พิศิษฐ์” แถลงซัดไฟประดับ กทม. 39 ล้านบาท ทำ ปชช.เข้าใจใช้งบผิดประเภท ด้าน"พิศิษฐ์” ไม่หวั่น-ยันทำตามหน้าที่ ตรวจสอบเงินแผ่นดิน
2 ส.ค.59 -- ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อายุ 64 ปี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นฟ้อง นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อายุ 64 ปีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ328
ตามฟ้อง บรรยายพฤติการณ์ สรุปว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค.59 เวลากลางวัน จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ณ ที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกรุงเทพมหานครจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.58 – 31 ม.ค.59 ว่าคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาผลการตรวจสอบโครงการไฟประดับมูลค่า 39,500,000 บาท พบว่า มีพฤติการณ์ไม่สุจริต ฮั้วราคา และข้อพิรุธต่างๆ ซึ่งเดิมสภากรุงเทพมหานคร ไม่อนุมัติให้ดำเนินการตามงบปกติ ก็เลยใช้งบฉุกเฉินซึ่งมีไว้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน แม้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของผู้ว่าฯ ก็ใช้โดยไม่ชอบเพราะไม่ได้ทำตามวิธีการงบประมาณตามปรกติ น่าเชื่อว่ามีการทุจริต ในความรับผิดชอบของผู้ว่าฯ กับผู้บริหารระดับสูง 2 คน รวมทั้งคณะกรรมการที่มีบทบาทหน้าที่กำหนดเรื่องTOR จะรีบทำสำนวนส่ง ป.ป.ช.
ซึ่งถ้อยคำแถลงของจำเลย ทำให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อว่าโครงการไฟประดับ โจทก์นำงบประมาณใช้ผิดประเภท และมีการนำงบฉุกเฉินมาใช้โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน มีการฮั้วประมูลโครงการ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และจะต้องดำเนินคดีอาญากับโจทก์ที่ทำผิดกฎหมาย
ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ต้องออกมาแถลงข่าว ซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการดำเนินการเรื่องทุจริต หรือความผิดต่อการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งภายหลังจากที่ ป.ป.ช.รับเรื่องจากจำเลยแล้วก็ไม่ปรากฏว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการเอาผิดกับโจทก์แต่อย่างใด แต่จำเลยกลับนำเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายโดยตรงของตน มาแถลงข่าวเป็นรายวัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่น เหตุเกิดที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
โจทก์จึงขอให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต่อไป และขอให้ศาลสั่งจำเลยลงประกาศคำพิพากษาทั้งหมดลงในหนังสือพิมพ์รายวัน 11 ฉบับเป็นเวลา 30 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
โดยศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบ คดีหมายเลขดำ อ.2474/2559 เพื่อมีคำสั่งต่อไปว่าจะไต่สวนมูลฟ้องโจทก์หรือไม่
ยันทำตามหน้าที่ ตรวจสอบเงินแผ่นดิน
ด้านนายพิศิษฐ์ ว่า ทราบเบื้องต้นเท่านั้น มีการฟ้องแต่ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่การจะฟ้องไม่ฟ้องก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทำได้คงไม่สามารถขอร้องหรือควบคุมใครว่าไม่ให้ฟ้องร้องได้ แต่ขอยืนยันว่า ตนได้ทำตามหน้าที่ เพราะต้องการให้ข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนการฟ้องร้องเป็นการฟ้องร้องเป็นการส่วนตัวนั้นก็คิดว่า จะฟ้องส่วนตัวหรือหน่วยงานนั้น ก็ไม่แตกต่างกันเพราะตำแหน่งผู้ว่าสตง. ก็คือตัวแทนของสำนักงานสตง. เพราะหน้าที่ในการแถลงข่าว หรือดำเนินการตนเองต้องรับผิดชอบ จะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ และรับผิดชอบก็คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของตนและการแถลงข่าวก็ดำเนินการตามข้อเท็จจริง ไม่มีการใส่ร้ายแต่อย่างใด เพราะการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องโปร่งใสข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้วการบิดเบือนข้อเท็จจริงจึงทำไม่ได้ง่ายๆ
“การทำงานของ สตง.เป็นการทำงานเพื่อตอบคำถามของสังคมที่มีความเคลือบแคลงสงสัย ในเรื่องการใช้งบประมาณเนื่องจากหน่วยงานรัฐใช้เงินงบประมาณของประชาชนของแผ่นดิน ซึ่งการใช้เงินแผนดินต้องใช้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีความลับและการเปิดเผยข้อมูลของสตง.เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งตามหน้าที่สตง.ก็ดำเนินการตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั้งหมดซึ่งกทม.ก็เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น เพียงแต่เป็นหน่วยงานที่เป็นข่าวมากจำนวนหลายเรื่อง ซึ่งผมก็มีภาระต้องตอบทุกเรื่องที่ผู้สื่อข่าว และประชาชนสงสัยและมีการตรวจสอบหาข้อมูลตามขั้นตอนไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วก็มาแถลง”นายพิศิษฐ์ กล่าว



