
อภิสิทธิ์เผยวันศุกร์ชัดเจนการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
"นายกฯ"เผยรัฐบาลมั่นใจรับมือราคาน้ำมันแพงได้ ระบุเตรียมทบทวนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อไทยเรียกร้องรัฐบาลลดภาษีน้ำมันเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดิ่งหัวลง คลังค้านลดภาษีหนุนอี 85 ตามข้อเสนออุตฯ ระบุไทยยังไม่พร้อมทั้งรถยนต์และน้ำมัน
(9ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่ารัฐบาลได้ผลักภาระให้กับประชาชน รวมทั้งยังมีเสียงร้องถามในช่วงที่มีการเลือกตั้งในปี 2550 ว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเข้ามาลดภาระในเรื่องดังกล่าว ว่า ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นที่เป็นอยู่นี้ ตนอยากจะชี้แจงว่าในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งในเวลานั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้มความผันผวนอย่างมากราคาจะอยู่ประมาณ 60 - 80 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูง
ตอนนั้นที่ตนได้มีการหาเสียงได้มีการเสนอน่าจะมีการลดภาระการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่หลังจากผ่านช่วงการเลือกตั้งไปแล้วราคาน้ำมันได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโครงสร้างน้ำมันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ในช่วงที่รัฐบาลชุดก่อนที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงได้มีการใช้มาตรการทางด้านภาษี คือ การยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ประกอบกับในช่วงเวลาราคาน้ำมันได้ตกลงเหลือเพียง 30 - 40 เหรียญต่อบาร์เรล และล่าสุดในเวลานี้ราคาน้ำมันได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 70เหรียญต่อบาร์เรล
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในเวลานี้รัฐบาลพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันเพื่อทบทวนนโยบายเกี่ยวกับน้ำมันทั้งหมดอีกครั้ง โดยหลักคิดเกี่ยวกับการทบทวนปัญหาเรื่องน้ำมันนี้ ได้มีการพูดถึงว่ากองทุนน้ำมันจะต้องไม่เป็นภาระให้กับประชาชน ซึ่งการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอาจจะมีการเรียกเก็บเงินเพียงแค่ไปอุดหนุนในบางเรื่องบางกรณี เช่น กรณีการตรึงราคาก๊าซหุ้งต้ม และเอ็นจีวี ไว้จนถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า และรัฐบาลจะไปสนับสนุนพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮออล์ , อี 20 , อี 85 , บี 5 หรือแม้กระทั่งไบโอดีเซล เป็นต้น ดังนั้นในสัปดาห์หน้าจะมีมาตรการในเรื่องดังกล่าวออกมา และรัฐบาลได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว และสิ่งที่กล่าวนี้ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถทำได้ เนื่องเพราะที่ผ่านมาเราได้มีการบริหารเรื่องภาษีกับกองทุนให้เรามีเงินพอในยามที่ได้มีการคาดการณ์เอาไว้ในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังรายการ "เชื่อมันประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันว่า ภายในวันศุกร์นี้จะทราบ เพราะมีขั้นตอนที่จะต้องไปทำอยู่
เมื่อถามว่า จะสามารถลดภาระของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหนตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แน่นอน เดี๋ยววันศุกร์จะทราบ ตอนนี้ตนยังพูดไม่ ได้ เพราะ เดี๋ยวมีปัญหาเรื่องสต็อก
เพื่อไทยเรียกร้องรัฐบาลลดภาษีน้ำมันเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดิ่งหัวลง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้องรัฐบาล ทบทวนการเรียกเก็บภาษีน้ำมันว่า วันนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น 70 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลล์ ขณะที่รัฐบาลเรียกเก็บภาษี และเงินเข้ากองทุน รวม 15 บาท ซึ่งทำให้วันนี้เศรษฐกิจกำลังป่วย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องทบทวนลดภาษีน้ำมันครั้งละ 7 บาทหรือ ครั้งละครึ่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ส.ว. ก็ไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว
“น้ำมันคือต้นทุนผลผลิตการเกษตร การขนส่ง คมนาคมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม วันนี้รัฐบาลควรรีบตัดสินใจอย่ากลัวเสียหน้า แต่ให้นายอภิสิทธิ์ยอมเสียหน้าซักครั้ง ลดภาษีน้ำมันเพราะน้ำมันกำลังฉุดรั้งเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวให้ดิ่งลงกว่าเดิม ” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
ค้านลดภาษีรถยนต์อี85-หนุนยกเว้นธุรกิจสปา
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ว่า เหตุที่ต้องมาพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใหม่ เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนรถยนต์ประหยัดพลังงานประเภท อี 85 มากกว่ารถประเภทอื่น โดยขอให้พิจารณาปรับลดภาษีลงมาในระดับต่ำกว่า จากก่อนหน้านี้รัฐบาลมีการสนับสนุนการลงทุนผลิตรถยนต์อีโคคาร์ไปแล้ว จึงให้สภาพัฒน์หาข้อสรุป โดยส่วนตัวเห็นว่าการสนับสนุนรถยนต์อี 85 นั้น อาจจะไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะขณะนี้ยังไม่มีการผลิตรถยนต์ในประเทศและสถานีบริการน้ำมันก็ยังไม่มีการจำหน่ายน้ำมันอี 85 โดยทั่วไป
ในส่วนของภาษีประเภทอื่นขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตพิจารณาทบทวนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสถานบริการธุรกิจสปา ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 10% เทียบเท่ากับสถานบริการ อาบน้ำ นวดตัว เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามามากว่าสปาเป็นธุรกิจเพื่อสุขภาพควรจะได้รับการสนับสนุนและยังเกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเข้ามาพักผ่อนและใช้บริการสปาของไทย จึงเห็นว่าควรยกเว้นภาษีให้
นอกจากนี้เห็นว่าที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีดังกล่าวไม่ได้มีเม็ดเงินมากนักแค่หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น ขณะที่มีผู้ประกอบการคนไทยที่เป็นเจ้าของธุรกิจสปาได้รับความเดือดร้อนนับพันแห่ง และมีการจ้างงานเป็นหมื่นคน
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีให้ธุรกิจสปาอาจต้องมีการกำหนดให้ชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิตตีความว่าสปาเข้าข่ายสถานบริการ เนื่องจากมีอ่างอาบน้ำ และบริเวณที่มีการอาบน้ำในการประกอบกิจกรรม ซึ่งคล้ายกับสถานอาบอบนวด ดังนั้นหากสถานอาบอบนวดใดมีบริการสปา ควรแยกบริการทั้ง 2 ออกจากกัน หรือ กรณีที่อ้างว่าทำสปาแต่มีการขายบริการแฝงก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะกรณีของสถานบริการอาบอบนวดนั้นยังต้องเก็บภาษีตามปกติ
ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้มีจำนวนธุรกิจสปาประมาณ 1 พันแห่งมีที่เข้าระบบการจัดเก็บภาษีประมาณ 20% หรือกว่า 200 ราย และกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 90-100 ล้านบาท



