
จับทัวร์จีนเถื่อนสวมบัตรคนไทยตั้งบริษัทนำเที่ยว
ตำรวจท่องเที่ยวสนธิกำลัง จับทัวร์จีนเถื่อน สวมบัตร ปชช.คนไทย ตั้งบริษัทนำเที่ยว แจ้งข้อหา "อั้งยี่"
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 สิงหาคม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ทท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร รอง ผบก.ปอศ. นายสุธรรม เดชดี รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายสาโรจน์ สุวัตถิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายโสภณ บำเทิงเวชช์ นักตรวจสอบภาษีชำนาญการพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท สน.ทุ่งสองห้อง สน.บางพลัด และ สน.ท่าข้าม ร่วมกันนำหมายศาลอาญาที่ 257/2559 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 59 เข้าตรวจค้นบริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด ตั้งอยู่ภายในอาคาร เค.เอส.แอล.ทาวเวอร์ บริเวณชั้น 11 ห้องเลขที่ 503/19 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. เพื่อทำการตรวจค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม ภายหลังสืบทราบว่า มีกลุ่มขบวนการชาวต่างชาติลักลอบสวมบัตรประชาชนคนไทยประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยวในราชอาณาจักรไทย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวสืบทราบว่า มีชาวจีนไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง อายุ 57 ปี ประกอบอาชีพเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด โดยมีการลักลอบสวมบัตรประชาชน นายสมเกียรติ คงเจริญ ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดบริษัทนำเที่ยวภายในประเทศไทย เนื่องจากการเปิดบริษัทนั้นสำหรับบุคคลต่างชาติไม่มีสิทธิ์ถือหุ้นมากกว่าคนไทย จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนนำหมายจับศาลอาญา ที่ 1486/2559 ลงวันที่ 30 ก.ค. 59 เพื่อเข้าทำการจับกุมในข้อหา “ทำ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดในทะเบียนหรือเอกสารทะเบียนบ้านโดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2554 มาตรา 50 แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.บัตรประชาชน ”ฉบับ3“ พ.ศ.2554 มาตรา 14 (2)”
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นทางเจ้าหน้าได้ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 3 ราย ประกอบด้วย นางธวัล แจ่มโชคชัย อายุ 59 ปี ชาวไทย ประกอบอาชีพเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีส่วนช่วยเหลือและให้การสบับสนุนกับกลุ่มบุคคลต่างชาติ ซึ่งเป็นคนจีนที่สวมบัตรประชาชนคนไทยหลายราย อาทิ นายภูวดล สุขเจริญ อายุ 38 ปี และ นายธนากฤต รินรัตน์ อายุ 44 ปี โดยบุคคลทั้งสองประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ให้กับบริษัทดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติหมายจับนางธวัล ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ จ.577/2559 ลง 29 ก.ค.59 ในข้อหา “ร่วมกันทำ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดในทะเบียนหรือเอกสารทะเบียนบ้านโดยมิชอบ” ก่อนขยายผลนำหมายศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ จ.576/2559 ลง 29 ก.ค.59 เข้าจับกุมนายภูวดล ในข้อหา “ร่วมกัน ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดในทะเบียนหรือเอกสารทะเบียนบ้านโดยมิชอบ” และจับกุมนายธนากฤต ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.483/2559 ลง 28 ก.ค.59 ในข้อหา “ทำ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดในทะเบียนหรือเอกสารทะเบียนบ้านโดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร์ พ.ศ.2554 มาตรา 50 ,แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พ.ร.บ.บัตรประชาชน ”ฉบับที่ 3“ พ.ศ.2554 มาตรา 14(2)” ก่อนควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวนเพิ่มเติม
ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น.วันเดียวกัน ที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า จากการดำเนินการข้างต้นทางเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าขบวนการกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาสวมบัตรประชาชนคนไทย เพื่อประกอบอาชีพบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยจงใจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ซึ่งพฤติการณ์ของชาวจีนที่สวมบัตรประชาชนนายสมเกียรติ และนางธวัล กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการนำเที่ยวในลักษณะของทัวร์ต่ำกว่าทุน หรือทัวร์ศูนย์เหรียญ อันส่งผลเสียและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนนายภูวดล และธนากฤต เป็นชาวจีนที่สวมบัตรประชาชนคนไทย เข้ามาประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายภายในประเทศนั้นชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบอาชีพดังกล่าวได้ โดยอาชีพนี้สงวนสิทธิ์ให้กับคนไทยเท่านั้น ซึ่งมีค่าตอบแทนวันละไม่ต่ำกว่า 1 พันบาท ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยค่าตอบแทนที่ได้รับ ทางบริษัททัวร์ที่ว่าจ้างจะเป็นผู้ดำเนินการจ่ายค่าตอบแทนให้ทั้งหมด
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาชาวจีนที่สวมบัตรประชาชนนายสมเกียรติ เพิ่มเติมในข้อหา “กระทำการเป็นสมาชิกอั้งยี่” และนางธวัล ในข้อหา “กระทำการเป็นสมาชิกอั้งยี่” จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสน.พญาไท เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมทั้งทำการสอบปากคำและหาหลักฐานประกอบสำนวนเพิ่มเติมก่อนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป



