ข่าว

ส่งออกฟื้นยาก ปีนี้ส่อติดลบ2%

ส่งออกฟื้นยาก ปีนี้ส่อติดลบ2%

02 ส.ค. 2559

สภาผู้ส่งออกประเมินปีนี้ส่งออกไทยติดลบ 2% ปัจจัยกดดันเพียบ เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ ค่าเงินผันผวน แนะรัฐเร่งขยายตลาดเชิงรุกบุกตลาดที่ยังมีช่องว่าง

               นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกในปีนี้น่าจะติดลบประมาณ 2% มีมูลค่าส่งออก 210,089 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2559 มูลค่าส่งออกเฉลี่ยจะอยู่ที่เดือนละ 17,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือติดลบเฉลี่ย 1.75% โดยปัจจัยลบที่กระทบต่อการส่งออกคือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของคู่ค้าทั่วโลกที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น และทำให้ปริมาณการอุปโภคบริโภคของลูกค้าในตลาดเป้าหมายลดลง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย รวมทั้งการดำเนินการของประเทศอังกฤษหากเข้าสู่กระบวนการตามมาตร 50 ก่อนสิ้นปี

               “สถานการณ์โดยรวมในครึ่งปีแรกจะเห็นชัดเลยว่าไม่ค่อยดีนัก ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ออกมาลบทุกตัว ยกเว้นน้ำตาลเท่านั้นที่เป็นบวก ถึงแม้ว่าภาพรวมในครึ่งปีแรกจะออกมาติดลบ แต่เชื่อว่าจากนี้จะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าการส่งออกทั้งปีน่าจะหดตัวในระดับ ติดลบ 2%” นายวัลลภ กล่าว

               นายวัลลภกล่าวต่อว่า รัฐบาลควรเร่งขยายตลาดเชิงรุก โดยฉวยโอกาสความขัดแย้งของประเทศจีนกับหลายประเทศในทะเลจีนใต้ ลงไปสำรวจดูว่ามีสินค้าไทยกลุ่มใดจะเข้าไปทดแทนสินค้าจีนได้ รวมทั้งค่าแรงของจีนในเมืองอุตสาหกรรมหลักได้สูงขึ้นมากเฉลี่ย 2.6-2.7 หมื่นบาทต่อเดือน และยังมีความขัดแย้งกับญี่ปุ่น ซึ่งไทยควรเข้าไปสำรวจว่ามีสินค้าในกลุ่มใดบ้างที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากจีนและมีต้นทุนใกล้เคียงสินค้าไทย และเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มนี้ ก็น่าจะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้สินค้าจีนหลายชนิดที่ถูกขึ้นภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น เหล็ก โลหะผสม เคมีภัณฑ์ เซรามิก และยางรถยนต์ ซึ่งไทยสามารถส่งสินค้าเหล่านี้เข้าไปชิงตลาดจากจีนได้

               ส่วนผลกระทบจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ รัฐบาลก็มีโรดแม็พที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ซึ่งหากไม่ผ่านก็ยังมีเวลาที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาปรับปรุงแก้ไขและใช้ได้ทันที และหากมีการเลือกตั้งแล้วก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ต่างชาติเพิ่มขึ้น

               ด้าน นายรติดนัย หุ่นสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษา สรท. กล่าวว่า ตลาดคู่ค้าหลักของไทยนั้น ในส่วนของตลาดสหรัฐเศรษฐกิจเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างเป็นลำดับ แม้จะมีตัวชี้วัดเศรษฐกิจบางตัวที่อ่อนกำลังลงบ้างชั่วคราว เช่น การขยายตัวของจีดีพี ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในไตรมาส 2 แต่การบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค การจ้างงาน ล้วนแต่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเผชิญปัจจัยกดดันหลายประการ ได้แก่ ภัยจากแผ่นดินไหว การแข็งค่าของค่าเงินเยน การชะลอตัวของบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากการปรับขึ้นภาษี ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไม่ขยายตัวในปีนี้

               ขณะที่ประเทศจีน รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายเข้มงวดในการแก้ปัญหาสินเชื่อและหนี้ภาคเอกชน ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอตัว ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกยังไม่ฟื้นตัว ก่อให้เกิดเป็นปัจจัยกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ในระดับ 6.7% ต่อปี ส่วนความผันผวนของเศรษฐกิจยุโรปถูกแขวนอยู่บนสถานการณ์ของการที่อังกฤษออกจากอียู (เบร็กซิท)  ซึ่งปัจจุบันความผันผวนเป็นแค่ระยะสั้น และจะสงบไปจนอังกฤษประกาศเข้าสู่มาตรา 50 คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า โดยเศรษฐกิจยุโรปยังมีความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง