
"บวรศักดิ์"จวกฎีกาแม้วทำแตกแยกย้ำให้คิดถึงพระราชกรณียกิจ63ปี
"บวรศักดิ์" วอนผู้นำท้องถิ่นต้าน "ฎีกาแดง" ย้ำให้คิดระหว่างคนมีผลงาน 3-5 ปีกับพระราชกรณียกิจ 63 ปี "บุญจง" คุยชื่อต้านฎีกาทะลุ 2 ล้าน "แม้ว" โฟนอินขอบคุณฎีกา บอกกำลังฟิตร่างกายเตรียมกลับบ้าน อดีตทนายแม้วโต้ถวายฎีกาทำได้ ไม่ผิด แฉ "บวรศักดิ์" เคยถวายฎีกาต
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันสุดขั้วในกรณีการล่าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน
ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวกับตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และท้องที่ ในระหว่างสัมมนาโครงการเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารท้องที่ รุ่นที่ 25 โดยกล่าวย้ำถึงความไม่เหมาะสมในการรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือเป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวย้ำว่า อยากวอนให้ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่นช่วยกันป้องกันสถาบัน และนำวัฒนธรรมไทยที่ดีรักใคร่กลมเกลียวกันกลับคืนมาให้ได้ ต้องช่วยกัน อย่าปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป เพราะหากมีพระบรมราชวินิจฉัยลงมาในทางใดทางหนึ่งก็ย่อมมีประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับ ดังนั้นจึงขอให้ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้านที่เปรียบเสมือนผู้นำของประชาชนในท้องถิ่นพิจารณาตัวเองว่าควรที่จะปฏิบัติตัวอย่างไร ถึงจะทำให้ประเทศชาติกลับมาสงบร่มเย็นดังเดิม และไม่ควรเอาผลงานของใครคนใดคนหนึ่งที่กระทำมาเพียง 3-5 ปี มาเปรียบเทียบกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงทำให้คนไทยมาตลอด 63 ปี
"ใครคิดทำอย่างนี้คงไม่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยแน่ ที่กล่าวมาทั้งหมดเพราะประเทศวันนี้ต้องมอบความหวังไว้ที่ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ รวมถึงผู้นำศาสนาที่จะนำประเทศข้ามผ่านไปได้ เพราะเมื่อหันไปมองผู้นำประเทศแล้วไม่มีความหวัง" นายบวรศักดิ์กล่าว
“ชวรัตน์” ขอให้ช่วยสกัดคนก้าวล่วงสถาบัน
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานสัมมนาเดียวกัน โดยเรียกร้องให้กำนันผู้ใหญ่บ้านและทุกฝ่ายร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ ให้ช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนปกป้องสถาบัน เนื่องจากขณะนี้มีกลุ่มบุคคลที่พยายามรวบรวมรายชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งที่การกระทำดังกล่าวไม่เข้ากระบวนการตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2548 เข้าข่ายหมิ่นเหม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
ดังนั้นขอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกัน อย่ายอมให้กลุ่มบุคคลกระทำการก้าวล่วงต่อสถาบันกระทำการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และให้ช่วยกันรณรงค์สร้างความสามัคคีสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม
"บุญจง" คุยมีชื่อค้านฎีกาแล้ว 2 ล้าน
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวทางการคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอแต่ละจังหวัดได้ทำงานเชิงรุกในการชี้แจงประชาชนว่าตามขั้นตอนและวิธีการกฎหมายที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และถ้าประชาชนมีความประสงค์จะถอนรายชื่อ กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น
“ยอดตัวเลขขณะนี้มีประมาณกว่า 2 ล้านคน บางจังหวัดมีเป็นแสน โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์ ก็มีกว่า 5 แสนคนแล้ว และคาดว่าจะประเมินยอดประชาชนที่คัดค้านได้ไม่เกินวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้” นายบุญจงกล่าว
"บุญสร้าง"ติงอย่าระคายเคืองพระยุคลบาท
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวในรายการ ลับ ลวง พราง วิทยุเอฟเอ็ม 100.5 กรณีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาว่า ตนไม่เหมาะจะพูดลงลึก เพราะเกษียณแล้ว พูดได้เพียงเตือนสติเท่านั้น เชื่อว่ามีผู้รับผิดชอบ และหลักต้องมีอยู่แล้ว ต้องเชื่อมั่นในระบบ ถ้าไม่เชื่อมั่นก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นระบบที่ไม่ดีจะพิสูจน์ตัวมันเองในอนาคต
“หากเป็นผมต้องยึดหลักและยอมลำบากทุกอย่างเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณ กรณีนี้คือ พระองค์ท่านที่ทำคุณให้แก่ประเทศมากมายมหาศาล เรายอมลำบากหรือทนทุกข์ดีกว่าให้ใครมาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งถือเป็นการแสดงกตเวที" พล.อ.บุญสร้างกล่าว
"วิเชียร" คุมเข้ม สั่ง ตร.ห้ามเอี่ยวฎีกา
ส่วนความเคลื่อนไหวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2552 เรื่องกำชับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการตำรวจ ถึง ผบช.และ ผบก. ในสังกัด สนง.ผบ.ตร. ลงชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาราชการแทน ผบ.ตร.
ทั้งนี้หนังสือฉบับดังกล่าวมีใจความสำคัญต่อต้านพฤติกรรมการล่ารายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ว่า ด้วยกฎหมายบัญญัติให้ สตช.มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ ข้าราชการตำรวจจึงมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างไปจากประชาชนโดยทั่วไป จึงให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น กำชับ ตรวจสอบ แนะนำข้าราชการตำรวจทุกนายให้ระมัดระวังการกระทำใดๆ อันอาจเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หากพบว่าผู้ใดกระทำการดังกล่าว ให้ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
"แม้ว" ขอบคุณฎีกา เชื่อได้กลับบ้านแน่
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายอัสนี เชิดชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จ.นครราชสีมา และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.นครราชสีมา ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยที่ จ.นครราชสีมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเปิดพิธี พ.ต.ท.ทักษิณได้โฟนอินเข้ามาด้วย โดยมีใจความว่า จากการที่ได้เดินทางไปเห็นประเทศต่างๆ มาแล้วมากมาย จึงเกิดความอิจฉาว่าทำไมประเทศไทยที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ แต่กลับไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาเท่าทันประเทศอื่นได้ เพราะการเมืองมีปัญหาที่ปล่อยให้คนที่ไม่มีความสามารถมาเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ
"ขณะนี้ผมได้เตรียมตัวทำการบ้าน เตรียมพร้อมฟิตร่างกายเพื่อที่จะกลับมาพัฒนาประเทศให้รุ่งโรจน์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นม้าแข่งก็เป็นม้าแข่งที่พร้อมจะวิ่งออกจากซองไปถึงเส้นชัยได้ทุกเมื่อ ขอให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจว่า ผมจะกลับมารับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแน่นอนเมื่อพี่น้องช่วยเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาทำงานบริหารประเทศที่ไม่ใช่หวังที่จะกู้อย่างเดียวเหมือนรัฐบาลชุดนี้ และขอขอบคุณพี่น้องที่ร่วมกันลงนามถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ผม ให้ผมได้มีความหวังได้กลับไปยังแผ่นดินเกิดอีกครั้ง" พ.ต.ท.ทักษิณระบุ
นายพร้อมพงศ์ระบุว่า การที่รัฐบาลใช้อำนาจกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ตั้งโต๊ะลงนามคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และขัดขวางฎีกาของประชาชนทุกหนทางเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยังล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทที่มีพระราชอำนาจวินิจฉัย ซึ่งพรรคได้เตรียมหลักฐานเอกสารยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 11 สิงหาคมนี้
"ทนายแม้ว" โต้ "บวรศักดิ์" ยันฎีกาได้
นายพิชิฏ ชื่นบาน อดีตทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ คดีที่ดินรัชดาฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 หัวข้อ “การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมาย และประเพณีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต” ใจความว่า เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งรวมทั้งนักการเมืองซีกรัฐบาล ได้คัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และจากบทความ ศ.ดร.บวรศักดิ์ พบว่าการอ้างข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนหลายประการ
เขายกตัวอย่างประเพณีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยที่นักวิชาการของประเทศจำนวน 99 คน ได้ทำเป็นแบบอย่างไว้คือ เหตุการณ์ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในเดือนมิถุนายน 2531 ซึ่งขณะนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อตรวจสอบรายชื่อแล้วพบว่า ศ.ดร.บวรศักดิ์ ศ.ธงทอง จันทรางศุ และ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ร่วมลงลายมือชื่อด้วย โดยเนื้อหาฎีกากล่าวถึงความวุ่นวายสับสนทางการเมือง การแตกแยกความสามัคคีในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน เนื่องจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลมิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กระทำการแอบอิงสถาบันหลักของบ้านเมือง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารซึ่งมีไว้เพื่อป้องกัน และช่วยพัฒนาประเทศมาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคลจนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก
"จากเนื้อหาของฎีกา ผมจึงอยากถาม ศ.ดร.บวรศักดิ์ ว่าฎีกาของพวกท่านเป็นฎีกาประเภทใด จะเป็น "ฎีกาการเมือง” หรือ “ฎีกาโกลาหล” อย่างที่ท่านเรียกฎีกาของประชาชนที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้หรือไม่ การที่ประชาชนร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา กล่าวถึงความทุกข์แสนสาหัสจากปัญหาเศรษฐกิจ มีการยึดอำนาจโดยเผด็จการ จัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรม และได้กล่าวถึงความมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในชาติ นอกเหนือจากขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมจึงเห็นต่างกับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ ว่าฎีกานี้มิใช่ฎีกาการเมือง หรือฎีกาโกลาหลตามที่กล่าวหา แต่เป็นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์ขอพระบรมราชานุเคราะห์ และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในฉบับเดียวกัน จึงน่าจะนำทูลเกล้าฯ ได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เรียกว่าโบราณราชประเพณี" นายพิชิฏ กล่าว
ส่วนกรณี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อ้างพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาซึ่งตราขึ้นโดยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2457 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ก็คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะการประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478 เป็นต้นไปตาม มาตรา 3 และ มาตรา 4 ไม่เชื่อว่าผู้รู้ระดับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ จะไม่รู้ว่ามีการยกเลิกและไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน จึงอยากทราบว่าเหตุใดเมื่อกฎหมายถูกยกเลิกไปแล้ว ศ.ดร.บวรศักดิ์ จึงยืนยันว่ายังมีผลบังคับอยู่
ขณะที่คำขอฎีกาของประชาชนก็ยังไม่มีถ้อยคำใดคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องราวนอกจากผู้ต้องโทษเองแล้วกฎหมายใช้คำในลักษณะรวมๆ กันว่า “ผู้ที่มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง” เมื่อพิจารณาประกอบกับกรณีวิกฤติตุลาการที่มีผู้พิพากษา 193 คนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาแล้วเห็นว่าประชาชนที่ร่วมลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในคราวนี้มีความชอบด้วยกฎหมาย จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี และบุคคลในรัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการใดๆ ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หรือกระทำการใดๆ ให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด
"เจิมศักดิ์"ตอกแค่ร้องทุกข์ ไม่ใช่ขออภัยโทษ
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งเป็น 1 ในนักวิชาการ 99 คนที่เซ็นชื่อการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเรียกร้องให้ พล.อ.เปรมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อปี 2531 กล่าวว่า ครั้งนั้นไม่มีใครทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ แต่เป็นการร้องทุกข์ให้ พล.อ.เปรม ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ยาวนานกว่า 8 ปี โดย พล.อ.เปรมได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในฐานะ ผบ.ทบ. และพรรคการเมืองเลือกให้เป็น เมื่อ พล.อ.เปรมอยู่ในตำแหน่งมานานก็อยากให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อจึงขอให้ลาออกจากตำแหน่ง เจตนาการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาครั้งนั้นเป็นการร้องทุกข์ไม่เกี่ยวกับเรื่องใดๆ ต่างจากการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของคนเสื้อแดงที่มีเจตนา และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และในครั้งนั้นเอง พล.อ.เปรม ก็ยอมลาออกจึงทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้า อีกทั้ง พล.อ.เปรมก็ไม่ใช่นักโทษ หรือผู้หนีคดีอาญาเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ
ทีวี 100 ช่อง ทดลองออนแอร์ พ.ย.
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงความคืบหน้าในการทำโทรทัศน์ 100 ช่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมงานกำลังเร่งทำในเรื่องเทคนิคและเนื้อหา มีการประชุมต่อเนื่องหลายครั้ง เชื่อว่าต้นเดือนพฤศจิกายน จะมีช่องทดลองออกอากาศได้แน่ โดยจะใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในการรับเทคโนโลยีข่าวสารทั่วโลก เพราะมีเครือข่ายกว้าง เช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ไต้หวัน และหลายประเทศในเอเชีย และในอนาคตมีแนวคิดให้คนไทยที่อยู่ต่างแดนทำรายการทีวีเพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน และข้อเสนอแนะในการอยู่ต่างประเทศด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ถึงความคืบหน้าของทีวี 100 ช่องว่าก่อนนี้ไม่นานได้ประชุมทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ถือเป็นงานใหญ่มาก เพราะต้องส่งคนไปทั่วโลก และจะทดลองออกอากาศให้ได้ปลายปีนี้
"เฉลิม" ชู "ยิ่งลักษณ์" นั่งนายกฯ
ในค่ำวันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมบุตรชายอีก 2 คน คือ นายวัน และนายดวง อยู่บำรุง ได้ร่วมทำบุญมงคลอายุครบ 93 ปี นางอ่องแอ ชัยวิรัตนะ มารดาของ นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.เพื่อไทย เขต 2 จ.ชัยภูมิ และทำพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย เลขที่ 383/237-8 ถ.นิเวศรัตน์ ต.ในเมือง อ.เมือง ด้วย
ทั้งนี้ ภายในงานมีประชาชนกว่า 1,000 คน มาร่วมงาน และมีการเลี้ยงโต๊ะจีนกว่า 100 โต๊ะ พร้อมตั้งโต๊ะเปิดรับสมาชิกพรรคเพื่อไทยบริเวณทางเข้างานด้วย โดยไฮไลท์ในงานเกิดขึ้นเมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม ขึ้นประกาศกลางงานเลี้ยงว่าพร้อมหนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ประกาศพร้อมรับตำแหน่งหากประชาชนต้องการ และจะพาพี่ชายกลับเมืองไทยโดยเร็วให้ได้
ต่อมาเวลา 19.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามาอวยพรให้มารดาของ นพ.ประสิทธิ์ พร้อมกล่าวว่า อยู่ต่างประเทศรู้สึกเหงามาก แต่ก็ได้ใช้เวลาว่างศึกษาหาความรู้เพื่อจะกลับมาช่วยแก้ปัญหาของประเทศโดยเร็ว ถ้าประชาชนชาวชัยภูมิและทั่วประเทศช่วยกันเข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้มากๆ ก็จะได้กลับประเทศโดยเร็ว และถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว เพราะไม่มีพรรคไหนที่จะสามารถพาตนกลับบ้านได้ โดยใช้เวลาพูดคุยราว 20 นาที ก่อนที่สายจะตัดไป เนื่องจากมีฝนตกหนักลงมา
ปธ.-รองปธ.2สภาถกสมานฉันท์สัปดาห์หน้า
นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะเริ่มเชิญตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย ประธานวุฒิสภา และรองประธานทั้งสองคนมาร่วมหารือกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเริ่มพิจารณาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ในขั้นต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยจะมีการหารือระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา
"เมื่อเราหารือกัน 6 คน ว่ามีมติอย่างไรเราจะปฏิบัติตามนั้น ส่วนตัวแทนพรรคการเมืองต้องเชิญมาแน่นอน แต่พรรคการเมืองมีตัวแทนอยู่ในสภาอยู่แล้ว เราจึงต้องเอาหัวมาคุยก่อน สภาเป็นหลักใหญ่ต้องมีแนวทางกันก่อน" ประธานรัฐสภากล่าว
วุฒิฯขู่คว่ำพ.ร.บ.กู้เงิน ถ้าแจงไม่เคลียร์
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมี ส.ว.บางส่วนประกาศคว่ำร่าง พ.ร.บ. ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเห็นของ ส.ว.แต่ละคน ขณะนี้มี ส.ว.ลงชื่อแสดงความจำนงในการอภิปรายทั้งหมด 59 คน โดยจะให้เวลาสมาชิกแต่ละคนอภิปรายคนละ 12 นาที ให้เวลารัฐบาลชี้แจง 2 ชั่วโมง จึงคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้นประมาณ 15 ชั่วโมง ดังนั้น การประชุมวุฒิสภาในวันที่ 10 สิงหาคม จะเป็นการประชุมที่คาบเกี่ยวถึงวันที่ 11 สิงหาคม โดยวันที่ 10 สิงหาคม จะให้เวลาสมาชิกอภิปรายถึง 24.00 น. หากยังไม่หมดจะประชุมต่อในวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 10.00 น. แล้วลงมติ
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า จะมี ส.ว.บางส่วนประกาศจะคว่ำร่างกฎหมายการเงินดังกล่าว นายนิคมกล่าวว่า หากรัฐบาลให้ความชัดเจนไม่ได้ ส.ว.บางส่วนอาจเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นทิศทางแล้วว่าวุฒิสภามีเสียงก้ำกึ่งกัน
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ความเห็นของ ส.ว.แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เห็นว่า จะคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ส.ว.ที่เคยคว่ำร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจมาแล้ว เพราะเห็นว่า รัฐบาลควรออกเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งหากเป็นพ.ร.บ.งบประมาณจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่เห็นด้วยโดยเห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และผ่านร่างพ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาทให้แล้ว กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มเป็นกลาง ซึ่งกำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลก่อน เสียงในขณะนี้จึงยังก้ำกึ่งกัน คือ 120 เสียงที่อยู่ในลักษณะ 40-40-40
แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. เห็นว่า รัฐบาลควรชี้แจงวุฒิสภาว่าเงินที่สภาอนุมัติไปก่อนหน้านี้นำไปบริหารอย่างไร สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน และมีการป้องกันการทุจริตอย่างไร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะโน้มน้าววุฒิสภา และหากรัฐบาลยอมให้แปรญัตติเพิ่ม โดยให้การทำโครงการขนาดใหญ่ต้องนำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบเหมือนรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หากรัฐบาลยอมรับ ตนก็พร้อมรับหลักการ
นายธวัช บวรวนิชยกูร ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ออกเป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ได้ โดยเพิ่มเพดานเงินกู้ ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ผ่านไปแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องล็อบบี้อย่างหนัก เพื่อให้วุฒิสภาโหวตร่าง พ.ร.บ. โดยรัฐบาลจะต้องทำแบบที่เคยทำเมื่อครั้งมาล็อบบี้วุฒิสภาในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งครั้งนั้นรัฐมนตรีมาเกือบทั้งคณะ อย่างไรก็ตาม เสียงโหวตจะผ่านหรือไม่ผ่านคงจะห่างกันไม่เกิน 10 เสียง
นายกฯยิ้มสู้ตีนตบ เดินหน้าพัฒนารถไฟ
เวลา 07.15 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปบันทึกเทปรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" บนรถไฟจากสถานีรถไฟสามเสนไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นรถไฟขบวนพิเศษชั้นสาม จำนวน 5 โบกี้ ซึ่งไม่มีผู้โดยสาร และจัดขบวนนี้ขึ้นมาบันทึกรายการโดยเฉพาะ โดยขณะที่นายกฯ เดินชมนิทรรศการรถไฟ มีประชาชน 3-4 คน แต่งกายในชุดปกติ ถือมือตบมาให้กำลังใจ ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มถือตีนตบมาเขย่าตะโกนไล่นายกฯ แต่ไม่มีเหตุรุนเเรงใดๆ เกิดขึ้น ส่วนนายกฯ มีสีหน้าปกติ ไม่มีอาการตกใจ และส่งยิ้มให้คนทั้งสองกลุ่มด้วย ทั้งนี้ ในระหว่างการบันทึกเทป นายกฯ ได้ชมนิทรรศการระบบการขนส่งระบบรางตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน และเส้นทางที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟในภาคอีสาน รวมทั้งยุทธศาสตร์ขนส่งระบบรางตามแผนโครงการไทยเข้มแข็งด้วย
กรุงเทพโพลล์ชี้คนไม่เชื่อฝีมือแก้ ศก.
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจเรื่อง "เศรษฐกิจไทยจะฟื้นจริงไหม" โดยใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 29 เขต
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนรู้สึกว่ามีผลงานมากขึ้นกว่าตอนที่รัฐบาลยังไม่ได้แถลงผลงาน ร้อยละ 39.1 และไม่รู้สึกว่ามีผลงานมากขึ้นร้อยละ 60.9 ส่วนคะแนนนิยมที่มีต่อรัฐบาลนิยมเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.9 นิยมเท่าเดิมร้อยละ 46.9 นิยมลดลงร้อยละ 28.2
ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว ร้อยละ 29.4 และไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว ร้อยละ 51.5
"เสรี"แนะเลื่อนคดีนักการเมืองออกไป 3 ปี
ส่วนการเสวนา ชุดรพีพัฒนศักดิ์ ครั้งที่ 1 เรื่อง “ประเทศไทยจะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องดูปัญหาสำคัญในแต่ละช่วงเวลาว่าต้องการอะไร รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ต้องการปฏิรูปการเมือง ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีแนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองในห้วงเวลาหนึ่งจึงมีกลไกป้องกันการเข้าสู่การเมืองโดยมุ่งหวังผลประโยชน์ ขอย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญทำได้ แต่ต้องทำในเวลาที่เหมาะสม
"เวลานี้ปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่นักการเมือง และคดีความของนักการเมือง ผมขอเสนอให้มีแก้การกฎหมายเลื่อนเวลาพิจารณาคดีความของนักการเมือง ยกเว้นคดีทุจริตออกไปอีก 3 ปี เพื่อประวิงเวลาให้สังคมได้สติ พิจารณาให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ไหน เพื่อไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลาที่ไม่เหมาะสม และไม่ให้มีปัญหาความขัดแย้ง” นายเสรีกล่าว
"พงศ์เทพ"ค้านเชื่อยืดอายุส.ส.-ส.ว.มากกว่า
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวในเวทีเดียวกัน โดยคัดค้านแนวคิดของนายเสรี เพราะหากเลื่อนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ ส.ส. และ ส.ว. หรือรัฐมนตรีกระทำขัดรัฐธรรมนูญออกไปจะเท่ากับเป็นการต่ออายุให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีก 3 ปี ซึ่ง ส.ส. และ ส.ว.ชุดปัจจุบันน่าจะพ้นวาระไปหมดแล้ว โดยมองว่าปัญหาเกิดจากกติการัฐธรรมนูญ โดยสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ความไม่แน่นอน การที่รัฐบาลต้องประสบปัญหาความไม่แน่นอนทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้
พท.ห่วงตัดตอนทุจริตชุมชนพอเพียง
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง ว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ถอดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารโครงการอีก 2 คนออกจากโครงการชุมชนพอเพียง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบทุจริตโครงการดังกล่าว ก็ยังไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวอีกว่า เราเกรงว่าจะมีความพยายามตัดตอนปกปิดหลักฐานเรื่องร้องเรียน จากข่าวที่ระบุว่ามีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง 3 คน ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น่าสังเกตว่าเป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่ เหตุใดจึงสั่งให้ยุติการทำงานหรือเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบพบว่าจะเกี่ยวข้องกับตนเอง และจากข่าวที่ระบุว่ามีผู้บริหารในโครงการชุมชนพอเพียงแจ้งความที่กองปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คน ตนได้สอบถามตำรวจทราบว่าผู้บริหารคนดังกล่าวนำเพียงหลักฐานไปปรึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าเป็นข่าวที่ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนการทุจริตหรือไม่
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐไปข่มขู่ผู้ที่ให้ข้อมูลจากชุมชนต่างๆ ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ตนจะนำผู้ที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งความที่ สน.ลาดพร้าว เพื่อลงบันทึกประจำวันป้องกันการถูกข่มขู่
ปชป.ป้อง“กอร์ปศักดิ์”เอี่ยวโกงชุมชนพอเพียง
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโครงการชุมชนพอเพียงของพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวว่า จุดประสงค์เพื่อกระจายอำนาจสู่ชุมชน และเป็นเรื่องของชุมชนที่ดำเนินการ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตรวจรับโครงการก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานชุมชนพอเพียง ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งที่ชุมชนวัดไผ่ตัน เขตพญาไท และแฟลตทหารบก เขตสามเสน นั้น ตนมองว่าเกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชน แต่ยังไม่ถึงกับเป็นความล้มเหลว และจากการที่ได้ลงพื้นที่ขณะนี้ยังไม่พบเรื่องการทุจริต มีแต่เรื่องของที่ชุมชนสั่งซื้อไม่ตรงตามสเปก และไม่ได้เป็นการตัดตอนไม่ให้ถึงรัฐบาล
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปรับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ออกจาก ครม.นั้น นายอรรถวิชช์กล่าวว่า ไม่จำเป็นที่นายกอร์ปศักดิ์ต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะเห็นว่าตามโครงสร้างแล้วเป็นเรื่องของชุมชนที่เสนอโครงการ ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลสเปกของที่ชุมชนสั่งซื้อ แต่เป็นประธานโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม พรรคจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบ รวมทั้งประสานไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม เพื่อสั่งการให้ ปปง.เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าด้วย
“สดศรี”ขู่ฟัน กกต.อีสานไม่เป็นกลาง
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาพนักงานสอบสวน กรรมการการเลือกตั้ง 19 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำสำนวนสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งที่โรงแรมพูลแมน ราชาออคิด จ.ขอนแก่น
นางสดศรีระบุว่า การสัมมนาครั้งนี้ กกต.กลางมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่พนักงานสอบสวนในการเตรียมความพร้อมรับมือการเลือกตั้งท้องถิ่นจำนวน 3,000 กว่าแห่งทั่วประเทศในวันที่ 6 กันยายนนี้ โดยการเลือกตั้งในภาคอีสาน กกต.กลาง มีความเป็นห่วงมากสุด พื้นที่ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ พื้นที่ของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ กรณีที่มีการร้องเรียนว่า กกต.จังหวัด มีส่วนร่วมทุจริตเลือกตั้ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงได้สั่งการไปยัง กกต.จังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง โปร่งใส เป็นธรรม หากมีการร้องเรียนว่า กกต.จังหวัด ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือร่วมทุจริตจริง กกต.กลางก็จะปลดออกจากตำแหน่งพร้อมดำเนินคดีด้วย
ศาลปกครองยกฟ้องคดี"การุณ"ฟ้อง มสธ.
วันเดียวกัน ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีที่ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นจำเลยที่ 1 และสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นจำเลยที่ 2 เรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้สั่งเพิกถอนปริญญาบัตรของนายการุณ โดยพิพากษาว่าการที่ มสธ.มีมติครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2548 ให้ถอนสภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษา และยกเลิกปริญญาบัตรที่ได้ออกให้แก่นายการุณเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และให้ยกฟ้อง



