
'หมอเปรม'โพสต์แจงยันสู้ไม่ถอยไม่คิดหนี
“หมอเปรม”โพสต์เฟซบุ๊กแจง ยันสู้ไม่ถอย ไม่คิดหนี ย้ำหมดเวลาหงออยู่ใต้อำนาจอธรรมสื่อได้เวลานับหนึ่งปฏิรูปสื่อแล้ว
ความคืบหน้ากรณี นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ เรียกผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ข่าวสด ไทยทีวีสีช่อง 3 เนชั่นทีวี และเคเคซี เคเบิลทีวี ประจำ จ.ขอนแก่น ที่ไปรอสัมภาษณ์ กรณีมีภาพ นพ.เปรมศักดิ์ปรากฏในโลกโซเชียลลักษณะคล้ายการแต่งงานกับนักเรียนสาว ม.5 เข้าไปในห้อง พร้อมด่ากราดด้วยถ้อยคำรุนแรงนานนับชั่วโมง ก่อนสั่งให้ลูกน้องจับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ถอดกางเกง จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นศาลอนุมัติออกหมายเรียกให้ นพ.เปรมศักดิ์มารับทราบข้อหาในวันที่ 1 สิงหาคมนั้น
นพ.เปรมศักดิ์ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เพื่อชื้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า เรื่องแรก "ผมยืนหยัดสู้ไม่ถอย ไม่คิดหนีเหมือนที่โดนปล่อยข่าว ผมขอยืนยันต่อบรรดาผู้สนับสนุนผมและทุกท่านว่า ตามที่มีการปล่อยกระแสข่าวว่าผมคิดหลบหนี ไม่สู้แล้วนั้น ไม่เป็นความจริง ในวันที่ 1 สิงหาคม ผมจะไปให้การตามหมายเรียกของตำรวจ สภ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อย่างแน่นอน ส่วนการสอบสวนของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อท่านมีเอกสารมาเรียกผมไปสอบสวนเมื่อไหร่ ผมก็พร้อมจะไปพบตลอด ผมขอชี้แจงตามระบบ ไม่ขอชี้แจงตามที่สื่อคาดคั้นเค้นคอ แล้วสื่อก็นำไปตัดสินชี้นำล่วงหน้าให้ประชาชนเข้าใจผิด
เรื่องที่ 2 กรณีสื่อเสนอความเท็จว่า ผมปลดพนักงานเทศบาล ที่เป็นพยานปากเอกในคดี สื่อได้นำเสนอข่าวชี้นำไปทำนองว่า ผมได้ปลดพนักงานเทศบาลรายหนึ่งที่เป็นพยานปากเอกในคดีผู้สื่อข่าวบุกรุกห้องทำงานของผม เพื่อหวังปิดปาก ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะไม่ได้มีการปลดพนักงานเทศบาลในระหว่างที่เกิดเรื่องขี้นเลย
เรื่องที่ 3 ความเท็จที่สื่อนำเสนอว่า ผมใช้อำนาจปลดประธานชุมชน 13 ราย กรณีนี้คล้ายกับข้างต้น คือสื่อพยายามชี้นำว่า ผมปลดประธานชุมชน 13 รายโดยมิชอบ แล้วก็ไปยุยงให้ประธานชุมชนมาว่ากล่าวให้ร้ายผมในทางเสียหาย ซึ่งคนอ่านและสาธารณชนพึงวินิจฉัยว่า สื่อกระทำการเช่นนี้ ยังมีความน่าเชื่อถือได้หรือไม่
เรื่องที่ 4 กรณีสื่อเสนอข่าวอันเป็นเท็จว่า ผมโดนปลดจากประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านไผ่ สื่อไปเสนอพาดหัวตัวไม้ว่า มีมติปลดผมแล้วจากการเป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านไผ่ ซึ่งเป็นความเท็จ คนที่ว่าไปมีมติปลดผมนั้น ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไรในทางโรงเรียนเลย เป็น ส.จ.คนหนึ่งของเขตบ้านไผ่ ขอนแก่น ประกาศตัวชัดเจนว่าจะมาลงแข่งขันกับผมเป็นนายกเทศมนตรีบ้านไผ่ และที่ว่ามีมตินั้น ก็ไม่ได้เป็นสมาคมศิษย์เก่าเป็นเรื่องเป็นราวเป็นทางการอะไรแต่อย่างใด แต่อุปโลกน์กันขึ้นเป็นชมรมศิษย์เก่า 4-5 คน ซึ่งก็เป็นหัวคะแนน ส.จ.รายนี้ แล้วก็ลงมติว่าปลดผมตามบทที่สื่อให้พูด และนำเสนอพาดหัวข่าว ส่วนคนมีอำนาจตามกฎหมายว่าปลดผมได้หรือไม่คือ นายกิตติ บุญเชิด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตที่ 25 บอกว่า ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห็นแต่สื่อพาดหัวว่าปลดไปแล้ว เรื่องยังไม่ตกมาถึงท่านผู้อำนวยการฯ เลย
เรื่องที่ 5 เรื่องที่สื่อแจ้งความดำเนินคดีผมอีกคดี หาว่าผมหมิ่นประมาท เรื่องนี้ พ.ท.พิสิษฐ์ ชาญเจริญ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผมวันนี้หาว่าผมหมิ่นประมาท และทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่านางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มอบเงิน 5,000 บาท ให้สื่อที่เป็นคู่กรณีของผมเป็นการตกรางวัลกัน เรื่องนี้สื่อเดือดเนื้อร้อนใจกันไปเอง เข้าทำนองตุ๊กแกกินปูนร้อนท้องหรือเปล่าครับ.. ตอนสื่อตีข่าวจะเอาผมให้จมดิน ท่านก็อ้างว่า เห็นภาพข่าวผม “ว่อนเน็ต” สื่อเลยเอามาขยายขยี้ผมกันสนุกกันใหญ่เห็นผมเป็นเหยื่อ
พอผมเห็นภาพสื่อที่เป็นคู่กรณีของผมถ่ายภาพรับ-มอบเงิน 5,000 บาท กับอดีต ส.ว.ระเบียบรัตน์ “ว่อนเน็ต” บ้าง ผมก็ไม่ได้ไปกล่าวหาว่าใครมอบเงินใคร เพียงแต่ผมติงว่า ให้วางระยะห่างให้พอเหมาะพอสมด้วย ไม่เช่นนั้นคนจะเข้าใจผิดกันได้ เมื่อนายกสมาคมสื่อขอนแก่นชี้แจงมาว่า สื่อไม่ได้รับเงิน แต่เป็นฝ่ายมอบเงินคุณระเบียบรัตน์ไปทำกุศล ผมก็อนุโมทนาสาธุ และแก้ไขให้ไปเรียบร้อย จะหาว่าผมหมิ่นประมาทได้อย่างไร ต้องดูที่เจตนา ผมเจตนาดี ท่านไปแปรเป็นเจตนาร้าย เพราะอคติ..อคติ เพราะรัก กับอคติเพราะชัง"
อย่างไรก็ตามในโพสต์ดังกล่าว นพ.เปรมศักดิ์ยังระบุว่า “ผมได้สลัดความกลัวนั้นทิ้งไปแล้ว และยืนหยัดขึ้นประกาศให้ทราบชัดทั่วกันว่า หมดเวลาที่เราจะหงออยู่ใต้อำนาจอธรรมของสื่อแล้วครับ และได้เวลานับหนึ่งในการปฏิรูปสื่อแล้ว”



