ข่าว

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12

01 ส.ค. 2559

โดย - ดลมนัส กาเจ

   

       ยังเหลืออีกไม่กี่เดือนที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะประกาศใช้ในปี 2560-2564 ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการจัดการพื้นที่ดินเค็ม ประเดิมในส่วนพื้นที่รับของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ บึงกาฬ มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำพู ซึ่งถือว่ามีสภาพดินเค็มระดับต่างๆ มากที่สุด กินพื้นที่ 11.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34.11 จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแพร่เกลือที่ส่งผลกระทบดินเค็มในภาคการเกษตรทั้งประเทศกว่า 31 ล้านไร่

 

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12

 

           ล่าสุด สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ได้จัดโครงการสัมมนาภายใต้โครงการจัดทำยุทธศาสตร์ แผนงาน/โครงการจัดการพื้นที่ดินเค็ม ที่มีธรรมาภิบาลในภาคตะวันออกเฉียงหนือตอนบนเป็นที่เรียบร้อยแล้วระหว่างวันที่ 25-27 กรกฎาคม ที่โรงแรมประจักษ์ตรา อ.เมือง จ.อุดรธานี

           รศ.ดร.ประสิทธิ์ ประคองศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตร สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาการเกษตรของประเทศตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ว่า ประเทศไทยต้องเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก โดยเกษตรกรต้องปรับตัวเป็นการเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในระดับซูเปอร์พรีเมียม แต่ต้องมองด้วยว่าอนาคตอนาคตตลาดโลกต้องการอะไร ส่วนการผลิตเชิงปริมาณนั้นควรเป็นฐานผลิตของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเริ่มพัฒนาภาคการเกษตรมากกว่า เพราะประเทศไทยได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว

           ส่วนปัญหาของดินเค็มในภาคอีสาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูกนั้น รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาต่อไป แต่ส่วนตัวมองว่า ในอนาคตคนจะกินข้าวน้อยลง คนรุ่นใหม่จะหันไปบริโภคอย่างอื่น อาทิ โปรตีนจากเนื้อสัตว์มากขึ้น ฉะนั้นเกษตรกรควรหันมาทางปศุสัตว์โดยเฉพาะโคเนื้อ แพะ เป็นต้น แต่ต้องแปรรูปเป็นอาหารที่สำเร็จรูป โดยเกษตรกรต้องการเกษตรแบบสมบูรณ์แบบในตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้แปรรูปและผู้จำหน่าย และผู้กำหนดราคาเองด้วย

 

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12

ปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม

           ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ระบุว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เรียบร้อยแล้ว เพื่อยกคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องของการพัฒนาดินเค็ม ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อให้สถานีพัฒนาที่ดิน ทั้ง 8 สถานี ที่อยู่ในความรับผิดชอบ มาจัดทำยุทธศาสตร์จัดการดินเค็มในส่วนที่รับผิดชอบ เริ่มต้นจากการศึกษาปัญหา ในแต่ละพื้นที่ ศึกษายุทธศาสตร์ของแผ่นชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาปรับทำเป็นแผนดำเนินการพัฒนาและจัดการทรัพยากรดินเค็ม ในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นจะนำแผน 5 ปีมาถอดเป็นแผนในแต่ละปี ว่าโครงการต่างๆ ในแต่ละปี จะต้องดำเนินการอย่างไร

          “วันนี้เป็นการนับหนึ่ง ของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 แต่ทรัพยากรดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อยู่ในส่วนการรับผิดชอบของกรมพัฒนาที่ดิน ยังมีอีก 2 เขต คือ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 3 อยู่ที่ จ.นครราชสีมา และเขต 4 ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ที่จะต้องมาจัดทำยุทธศาสตร์แผนงานโครงการในจัดการพื้นที่ดินเค็ม ในเขตรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงปัญหาของดินยังมีอีกหลายปัญหาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นดินชะล้างพังทลาย ดินเปรี้ยว ดินพรุ ดินขาดความชุ่มชื้น ที่จะต้องแก้ปัญหาต่อไป” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

           ส่วน นายุภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 บอกว่า การพัฒนาดินเค็มในพื้นที่รับผิดชอบที่จะให้สอดคล้องตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 นั้น จะต้องบูรณาการและต้องระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยให้หน่วยงานให้ความรู้เป็นพี่เลี้ยง เกษตรกรต้องร่วมมือและขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน นำดินเค็มจัด หรือเค็มปานกลาง และเค็มน้อยมาใช้ประโยชน์ ให้มากที่สุด ซึ่งจากการที่ดำเนินการมาประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เคยเค็มมาเพาะปลูกที่ได้ผลผลิตมากขึ้น จากเดิมบางพื้นที่ไม่สามารถปลูกอะไรได้เลย แต่ปัจจุบันสามารถทำนา ปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ ยูคาลิปตัส สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12

 

          ขณะที่ นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาดินเค็มในภาคอีสาน จะเน้นไปที่โครงการสร้างและรูปแบบของการพัฒนามากกว่าเมื่อผ่านจุดนั้นไปแล้ว ต่อไปต้องเน้นไปที่การพัฒนาคน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเกษตรกร หลังจากพื้นที่หลายแห่งมีการสามารถเพาะปลูกพืชกันได้แล้ว ต้องหันมาพัฒนาในด้านคุณภาพ และที่สำคัญจะต้องบูรณาการร่วมกับกรมอื่นๆด้วย

         “การพัฒนานั้นเราต้องมองศักยภาพของดินเค็มด้วยว่าเราจะพัฒนาอย่างไร บางครั้งต้องดูด้วยว่าเมื่อดินเค็มมาก เราจะเสริมให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพอย่างอื่นได้หรือไม่ ต้องทำงานอย่างบูรณาการกับกรมอื่นๆ อาทิ กรมปศุสัตว์ มาศึกษาด้วยกันว่า เลี้ยงเป็ดหรือเลี้ยงไก่ได้หรือไม่ หรือจะให้เกษตรกรปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ จะเป็นหญ้าสายพันธุ์ที่ปลูกในดินเค็มได้ เพื่อมาส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคแทนการเพาะปลูก หรือกรมประมงมีสายพันธุ์ปลานิลที่ทนต่อน้ำเค็มได้หรือเปล่า ตอนนี้เราได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนมากขึ้น อย่างกลุ่มเอสซีจี จากเดิมที่ส่งเสริมให้ปลูกต้นยูคาลิปตัส ตอนนี้ขยายการช่วยเหลือมาทำโครงการซีเอสอาร์ ขุดบ่อน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.ขอนแก่น 6 บ่อ และที่ จ.อุดรธานีอีก 6 บ่อ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์ต่อไป” นางปราณี กล่าว

          นับเป็นก้าวใหม่ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาดินเค็มให้สามารถใช้ประโยชน์สำหรับภาคเกษตรได้มากที่สุดและอย่างยั่งยืนต่อไป

พลิกดินเค็มพัฒนา"เกษตร" มิติใหม่แผนพัฒนาฯ ฉบับ12